Error: No CURL Found - Social Networks AutoPoster needs the CURL PHP extension. Please install it or contact your hosting company to install it.

แบ่งปันความรู้ – KM MCT

การจัดการเรียนรู้แบบสาธิต

 

 

จากทฤษฎีและแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบสาธิต ได้นำมาทดลองปฏิบัติจริงในรายวิชาต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น ในรายวิชาการออกแบบเว็บกราฟิกและแอนิเมชั่น การออกแบบนิเทศศิลป์ การออกแบบรูปทรงสามมิติ การเคลื่อนไหวเพื่องานแอนิเมชั่น และได้ทดลองการนำไปใช้จนได้ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบสาธิตรูปแบบของสาขามัลติมีเดียดังนี้

ขั้นเตรียม

      1 ผู้สอนนำคำอธิบายรายวิชามาแบ่งบทเรียน และกำหนดจุดประสงค์ในการเรียน และจุดประสงค์ในการสาธิต
      2. จัดทําลําดับเนื้อหาตามขัั้นตอนให้เหมาะสม และเขียนข้อมูลรายละเอียดการสาธิต
      3. กำหนดระยะเวลาในการสาธิตให้เหมาะสม

ขั้นการสาธิตและการสรุปผล
                     1. ผู้สอนอธิบายจุดประสงค์การสาธิตทั้งหมด Course Outline และอธิบายข้อมูลให้แก่ผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนทราบข้อมูลของการเรียนที่ชัดเจน สามารถคาดการณ์ถึงผลลัพธ์ในการเรียนรู้ของรายวิชาที่ชัดเจนได้

                    2.ผู้สอนแนะนําสื่อการเรียนการสอนให้ผู้เรียนทราบ ในที่นี่เป็นการแนะนำอธิบายแนะนำขั้นตอนเบื้องต้นของโปรแกรมทางคอมพิวเตอร์ที่นำมาใช้ อธิบาย Workflow  และ สาธิตหลักการทำงานของโปรแกรมทางคอมพิวเตอร์ที่จะใช้ในรายวิชา ทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจเนื้อหาและกระตืนรือร้นที่จะเรียนในเนื้อหาต่อๆไปของรายวิชา

                     3.ผู้สอนจะสาธิตโปรแกรมในขั้นตอนต่างๆของเนื้อหาตามลำดับ และให้ผู้เรียนลองลงมือปฏิบัติตาม

                     4.ผู้สอนตรวจสอบความเข้าใจผู้เรียนว่าในระหว่างเรียน สามารถมองเห็นการอธิบายและสามารถทำความเข้าใจได้หรือไม่ จากการคอยสังเกตและสุ่มถามคำถามเพื่อตรวจสอบความเข้าใจของนักศึกษารายบุคคล และ ผู้สอนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสอบถามหลังจบการสาธิตในแต่ละขั้นตอน  วิธีการดังกล่าวทำให้นักศึกษาทราบถึงความเข้าใจและความไม่เข้าใจของนักศึกษา และเป็นการทบทวน แก้ไขความไม่เข้าใจของนักศึกษาได้เป็นอย่างดี

              5.ผู้สอนจะทำการสร้างโจทย์เพื่อให้นักศึกษาลงมือปฏิบัติในขั้นตอนที่ยากขึ้น และให้แก้ปัญหาตามเวลาที่กำหนด จากวิธีการดังกล่าวทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในการประยุกต์ความรู้ในการปฏิบัติ ได้ระดมสมองระหว่างผู้เรียนเพื่อแก้ปัญหาตามโจทย์ที่ผู้สอนได้ตั้งไว้ให้ประสบความสำเร็จ
              6. ผู้สอนสรุปการสาธิตในทุกบทเรียน และให้นักศึกษาทำการสอบปฏิบัติในแต่ละบทเรียน

 

 

IMG_9884IMG_9767

12884466_1052802021461531_218258605_n

 

ปัญหาที่พบจากการนำไปใช้

  1. ระยะเวลาในการสาธิตแต่ละขั้นตอนใช้เวลาค่อนข้างนาน เนื่องจากผู้เรียนมีระยะเวลาในการเรียนรู้ที่ไม่เท่ากัน ผู้สอนต้องสอบถามความเข้าใจของผู้เรียนเป็นระยะ และอธิบายซ้ำหลายๆครั้ง เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนเข้าใจและลงมือปฏิบัติได้ถูกต้อง
  2. ในเนื้อหาที่มีความยาก ขั้นตอนในการปฏิบัติยาวและต่อเนื่อง ผู้เรียนจึงต้องเข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ เพราะเมื่อมีการขาดเรียนอาจจะทำให้ไม่สามารถลงปฏิบัติต่อได้

ข้อเสนอแนะ

  1. อาจเพิ่มการจัดกลุ่มให้ผู้เรียนมีการสาธิตให้เพื่อนร่วมชั้นเรียน เพื่อเพิ่มความเข้าใจ
  2. มีการทบทวนความรู้ในทุกชั่วโมงเรียน

AP องค์ความรู้เทคนิคการสอน ครั้งที่ 4

การสอนแบบ Active Learning นอกจากจะใช้ในการสอนวิชาปฏิบัติแล้ว ยังสามารถนำมาใช้ในรายวิชาที่เป็นวิชาทฤษฎีล้วนได้อีกด้วย เพราะการสอนแบบ Active Learning มีเทคนิคหลากหลายให้เลือกใช้

 

ดังนั้นสาขาเทคโนโลยีการโฆษณาและประสัมพันธ์จึงได้มีการนำการเรียนการสอนแบบ Active Learning มาประยุกต์ใช้ในการสอนวิชา “การโฆษณาและประชาสัมพันธ์” ซึ่งเป็นวิชาที่มีเนื้อหาค่อนข้างมาก ถ้าสอนโดยใช้การบรรยายเพียงอย่างเดียว จะทำให้นักศึกษาเกิดการเบื่อหน่าย ไม่ให้ความร่วมมือในชั้นเรียน (หลับ Zzzzzz) ทางสาขาจึงปรับรูปแบบการเรียนการสอนเพื่อให้นักศึกษาได้มีส่วนรวมรวมเรียกร้องความสนใจจากนักศึกษา ^^ โดยการนำเทคนิคJigsaw Team Work มาใช้สอนในสัปดาห์ที่เนื้อหาสอดคล้องกับเทคนิคดังกล่าว เช่น กระบวนการดำเนินงานประชาสัมพันธ์ การใช้เทคนิคJigsaw Team Work สามารถ ช่วยกระตุ้นความสนใจของนักศึกษาได้เป็นอย่างดี

 

ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนรูปแบบJigsaw Team Work เรื่องกระบวกการดำเนินการประชาสัมพันธ์ ดังนี้

  1. เนื่องจากในหน่วยนี้ กระบวนการแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน ผู้สอนจึงแบ่งเนื้อหาแต่ละขั้นตอนลงบนการ์ดสีแต่ละสีแตกต่างกัน (4ขั้นตอน 4สี)
  2. แจกการ์ดสีให้นักศึกษาคนละ 1 สี แล้วอ่านเนื้อหาในการ์ดของตนเอง
  3. ให้นักศึกษารวมกลุ่มกันให้คนบ 4 สี เพื่อให้นักศึกษาแบ่งปันขั้นตอนที่ตนได้รับ และรวบรวมให้ครบทั้ง 4 ขั้นตอน
  4. ให้นักศึกษาร่วมกันเขียน Flow Chart ขั้นตอนการดำเนินงานประชาสัมพันธ์
  5. สุ่มเลือกกลุ่ม+นำเสนอ

 

IMG_3880 IMG_3881

 

บทสรุป KM MCT ครั้งที่ 4 ของหลักสูตรเทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิทัลและบรรจุภัณฑ์

หลักสูตรเทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิทัลและบรรจุภัณฑ์ ได้ส่งคณะกรรมการประจำหลักสูตรได้เข้าร่วมการอบรม KM เพื่อเป็นการระดมสมองและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดรูปแบบการสอนที่เหมาะกับนักศึกษาของหลักสูตรเทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิทัลและบรรจุภัณฑ์ โดยได้ข้อสรุปในการดำเนินการระดมสมองของหลักสูตรและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากผู้เข้าร่วมอบรม KM โดยจะใช้รูปแบบการเรียนเชิงรุก (Active Learning)  นำไปทดลองใช้ในบางรายวิชาที่เปิดสอนเทอม 2/2558 ของหลักสูตรที่เปิดสอนของคณะกรรมการประจำหลักสูตรที่เข้าร่วมอบรม KM ของคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน

โดยรูปแบบการเรียนเชิงรุก (Active Learning) คือ การเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ กับการเรียนการสอน กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดขั้นสูง (Higher-Order Thinking) ด้วยการวิเคราะห์ สังเคราะห์และประเมิน ค่า ไม่เพียงแต่ฟัง ผู้เรียนต้องอ่าน เขียน ถามคำถาม อภิปรายร่วมกันและลงมือปฏิบัติจริง โดยต้องคำนึงถึง ความรู้เดิมและความต้องการของผู้เรียนเป็นสำคัญ ทั้งนี้ผู้เรียนจะถูกเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับความรู้ไปสู่การมี ส่วนร่วมในการสร้างความรู้

คณะทำงานได้มีกำหนดลักษณะสำคัญของการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning โดยยกตัวอย่างของรายวิชา เทคโนโลยีการพิมพ์ลิธอกราฟี่ ในหลักสูตรเทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิทัลและบรรจุภัณฑ์ดังนี้

1. เป็นการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมใน กระบวนการเรียนรู้สูงสุด

2. ผู้เรียนเรียนรู้ความรับผิดชอบร่วมกัน การมีวินัยในการทำงาน การแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ

3. เป็นกระบวนการสร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนอ่าน พูด ฟัง คิดอย่างลุ่มลึก ซึ่งผู้เรียนจะเป็นผู้จัดระบบการเรียนรู้ด้วย ตนเอง

สรุปเทคนิคการใช้ Active Learning ในการจัดการเรียนการสอน

ขั้นตอนที่สำคัญในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ในรายวิชา เทคโนโลยีการพิมพ์ลิธอกราฟี่ทั้งเทอมการศึกษา

STEP 1 การนำเอาเทคนิค Project-based Learning ในใช้โดยแบ่งกลุ่มการทำงานของนักศึกษา เพื่อจัดพิมพ์แผ่นทดสอบคุณภาพงานพิมพ์ 4 สี ด้วยระบบการพิมพ์ออฟเซต โดยอาจารย์ผู้สอนได้กำหนดแผ่นพิมพ์ตัวอย่างที่ได้มาตรฐานให้เป็นตัวต้นฉบับ

STEP 2 การนำเอาเทคนิค Think – Pair – Share เพื่อให้นักศึกษาคิดหาคำตอบ ด้วยตัวเอง และอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน ในการผลิตแผ่นทดสอบคุณภาพงานพิมพ์ 4 สี (Test From)

STEP 3 การนำเอาเทคนิค Brainstorming ให้นักศึกษาแต่ละกลุ่มแผ่นทดสอบคุณภาพงานพิมพ์ 4 สี (Test From) ที่ได้ผลิต มาอภิปรายเพื่อหาข้อสรุปของกลุ่ม แล้วทุกคนนำเสนอแนวคิดของตน และบันทึกทุกแนวคิดที่มีผู้นำเสนอ

 

การนำไปทดลองใช้ในรายวิชาสอน วิชาเทคโนโลยีการพิมพ์ลิธิกราฟี่ ด้วยวิธีสอนที่เน้นการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยใช้เทคนิค Think – Pair – Share เพื่อทดสอบหาประสิทธิ์ภาพของเครื่องมือ โดยกำหนดให้ใช้เครื่องมือซ้ำจนให้ได้ประสิทธิ์ภาพของเครื่องมือให้มากที่สุด เพื่อการนำมาประกอบสรุปผลการเรียนรู้ของการจัดการสอน ในการอบรม KM ของคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน

การจัดการเรียนการสอน โดยใช้เทคนิค Think – Pair – Shareการนำไปใช้ครั้งที่ 1
STEP 1 อาจารย์ผู้สอนจัดเตรียมแผ่นทดสอบคุณภาพงานพิมพ์ 4 สี (Test From) และเครื่องมือวัดคุณภาพงานพิมพ์ แล้วแบ่งกลุ่มนักศึกษากลุ่มละ 15 คน
STEP 2 ให้นักศึกษาในแต่ละกลุ่มคิดหาคำตอบด้วยตัวเอง โดยให้วัดแผ่นทดสอบคุณภาพงานพิมพ์ 4 สี (Test From) โดยใช้เครื่องมือวัดคุณภาพงานพิมพ์ตรวจสอบคุณภาพงานพิมพ์
STEP 3 ให้นักศึกษาอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน ในการวัดแผ่นทดสอบคุณภาพงานพิมพ์ 4 สี (Test From) มีคุณภาพหรือไม่มีคุณภาพงานพิมพ์อย่างไรจากการวัดหาคุณภาพงานพิมพ์
ผลที่ได้ในการจัดการเรียนการสอนครั้งที่ 1
นักศึกษามีการใช้เครื่องมือได้แต่ไม่ชำนาญ และนักศึกษาส่วนใหญ่ไม่สามารถการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนร่วมชั้นได้
ปัญหาอุปสรรค์ที่พบในการจัดการเรียนการสอนครั้งที่ 1
1. พบว่านักศึกษาส่วนใหญ่ไม่สามารถคิดหาคำตอบด้วยตัวเองได้ และไม่สามารถอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนร่วมชั้นได้
2. พบว่านักศึกษาบางคนไม่สามารถใช้งานเครื่องมือวัดได้อย่างชำนาญ

ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงครั้งต่อไป
ให้ทดลองลดปริมาณของกลุ่มให้ลดลงเพื่อให้นักศึกษาได้ใช้งานเครื่องมือวัดได้มากขึ้นในการวิเคราะห์ผล แต่ด้วยเครื่องมือวัดมีจำนวนน้อยอย่างจะต้องวางแผนในการจัดการองค์ความรู้ใหม่

 

การนำไปใช้ครั้งที่ 2
STEP 1 อาจารย์ผู้สอนจัดเตรียมแผ่นทดสอบคุณภาพงานพิมพ์ 4 สี (Test From) และเครื่องมือวัดคุณภาพงานพิมพ์ แล้วแบ่งกลุ่มนักศึกษากลุ่มละ 10 คน
STEP 2 ให้นักศึกษาในแต่ละกลุ่มคิดหาคำตอบด้วยตัวเอง โดยให้วัดแผ่นทดสอบคุณภาพงานพิมพ์ 4 สี (Test From) โดยใช้เครื่องมือวัดคุณภาพงานพิมพ์ตรวจสอบคุณภาพงานพิมพ์ (ในการวัดตรวจสอบคุณภาพไม่ใช่การวัดที่ตำแหน่งเดิมจากการนำไปใช้ครั้งที่ 1)
STEP 3 ให้นักศึกษาอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน ในการวัดแผ่นทดสอบคุณภาพงานพิมพ์ 4 สี (Test From) มีคุณภาพหรือไม่มีคุณภาพงานพิมพ์อย่างไรจากการวัดหาคุณภาพงานพิมพ์

ผลที่ได้ในการจัดการเรียนการสอนครั้งที่ 2
นักศึกษามีการใช้เครื่องมือได้ชำนาญ และนักศึกษาส่วนน้อยไม่สามารถการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนร่วมชั้นได้

ปัญหาอุปสรรค์ที่พบในการจัดการเรียนการสอนครั้งที่ 2
1. พบว่านักศึกษาส่วนน้อยไม่สามารถอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนร่วมชั้นได้

ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงครั้งต่อไป
ให้ทดลองลดปริมาณของกลุ่มให้ลดลงเพิ่มอีกอาจจะช่วยให้อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนร่วมชั้นได้ขึ้น เพื่อจะต้องวางแผนในการจัดการองค์ความรู้ใหม่

 

การนำไปใช้ครั้งที่ 3
STEP 1 อาจารย์ผู้สอนจัดเตรียมแผ่นทดสอบคุณภาพงานพิมพ์ 4 สี (Test From) และเครื่องมือวัดคุณภาพงานพิมพ์ แล้วแบ่งกลุ่มนักศึกษากลุ่มละ 5 คน
STEP 2 ให้นักศึกษาในแต่ละกลุ่มคิดหาคำตอบด้วยตัวเอง โดยให้วัดแผ่นทดสอบคุณภาพงานพิมพ์ 4 สี (Test From) โดยใช้เครื่องมือวัดคุณภาพงานพิมพ์ตรวจสอบคุณภาพงานพิมพ์ (ในการวัดตรวจสอบคุณภาพไม่ใช่การวัดที่ตำแหน่งเดิมจากการนำไปใช้ครั้งที่ 1 และ 2)
STEP 3 ให้นักศึกษาอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน ในการวัดแผ่นทดสอบคุณภาพงานพิมพ์ 4 สี (Test From) มีคุณภาพหรือไม่มีคุณภาพงานพิมพ์อย่างไรจากการวัดหาคุณภาพงานพิมพ์

ผลที่ได้ในการจัดการเรียนการสอนครั้งที่ 3
นักศึกษามีการใช้เครื่องมือได้ชำนาญ และมีการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนร่วมชั้นได้ดี

ปัญหาอุปสรรค์ที่พบในการจัดการเรียนการสอนครั้งที่ 3
ไม่มี
ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงครั้งต่อไป
ให้ทดลองลดปริมาณของกลุ่มให้ลดลงเพิ่มอีกอาจจะช่วยให้อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนร่วมชั้นได้ขึ้น เพื่อจะต้องวางแผนในการจัดการองค์ความรู้ใหม่

 

การนำไปใช้ครั้งที่ 4
การจัดการเรียนการสอน โดยใช้เทคนิค Think – Pair – Share โดยใช้แผนการจัดการสอนของครั้งที่ 3 พบว่า นักศึกษามีการใช้เครื่องมือได้ชำนาญ และมีการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนร่วมชั้นได้ดี เหมือนครั้งที่ 3

 

จัดทำโดย

นายอัครเดช ทองสว่าง

นายกานต์พิชชา  สุวรรณวัฒนเมธี

นายเอกชัยโถเหลือง

สุดยอดแห่งการเรียนรู้

จากการ Brainstorm  PC-Active Learning สุดยอดแห่งการเรียนรู้ ตามสไตล์โฟโต้  ผลสรุปการใช้เทคนิคนี้ปรากฏว่า นักศึกษาสาขาเทคโนโลยีการถ่ายภาพและภาพยนตร์  มีความสนใจและมีการเรียนรู้ที่ดีมากขึ้นกว่าเดิม  และเทคนิคนี้เหมาะสมกับการแก้ไขปัญหาที่ได้กล่าวไปในเรื่องของ นักศึกษาไม่สนใจเรียน โดยใช้เทคนิค  Brainstorm ซึ่งจะทำให้มีการแสดงความคิดเห็นร่วมกันระหว่างสมาชิกในกลุ่ม เพื่อเป็นแนวทางสู่การวางแผนการดำเนินการ, การค้นหาสาเหตุของปัญหา เพื่อให้สมาชิกในกลุ่มเสนอแนวความคิดใหม่ๆ และได้อธิบายเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆในสไตล์ของนักศึกษาและวัยของนักศึกษาด้วยกัน  จึงทำให้การใช้เทคนิค Brainstorm มีผลสรุปที่สามารถใช้ได้จริง

 

แบบประเมินโดยนักศึกษา

 

การเรียนการสอนแบบ Brain Stroming

BRAINSTROMING APPROACH

สำหรับวิธีการเรียนการสอนด้วยการระดมสมองนี้ ผู้สอนได้เลือกวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสื่่อสารมวลชน เนื้อหาในส่วนของปัญหาอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้นักศึกษาได้ระดมความคิด และวิเคราะห์เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน โดยเริ่มจากเรื่องใกล้ตัว เพราะในแต่ละวัน นักศึกษาได้ใช้ชีวิตอยู่กับอินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องใกล้ตัวของนักศึกษามาก และเพื่อรู้เท่าทันเทคโนโลยี เท่าทันสื่อ และป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น ผู้สอนจึงจัดประสบการณ์เกี่ยวกับการวิเคราะห์ปัญหาเหล่านี้

How to Brainstroming

12243461_920466614713232_4335823399870511323_n

ขั้นกำหนดประเด็น
โดยผู้สอนจะต้องกำหนดประเด็นให้ชัดเจน และเขียนหัวข้อบนกระดาษสำหรับการทำกิจกรรม โดยหัวข้อที่เลือกมาคือ “อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี”
กำหนดกติกา เวลา วิธีการ
ก่อนดำเนินกิจกรรม จะต้องกำหนดกติการ่วมกัน ซึ่งผู้สอนต้องชี้แจง ให้นักศึกษาทราบ และให้ปฏิบัติตามกติกาอย่างเคร่งครัด โดยควรกำหนดให้สมาชิกได้มีเวลาในการคิดอย่างอิสระ และมีเวลาสำหรับการนำเสนอให้ ในการนี้จะต้องมีผู้นำกลุ่ม ให้ผู้เรียเลือกผู้นำกลุ่ม มาคอยกระตุ้นให้เพื่อนๆนำเสนอ และช่วยสรุปความคิดเห็นของเพื่อน และช่วยควบคุมเวลา และกระตุ้นให้ผู้เรียนแต่ละคนได้แสดงความคิดเห็นอย่างทั่วถึง
ในการนี้ผู้สอนใช้วิธีที่ให้สมาชิกที่พร้อมสามารถนำเสนอก่อนได้ โดยไม่เรียงตามลำดับคิว หรือจะเรียงตามคิวก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นกับความพร้อมของสมาชิกในทีมด้วย โดยหากไม่มีความเห็นสามารถผ่านไปก่อน โดยกลับมาถามภายหลังได้

11041178_918783908214836_3433600708551470442_n

การประเมิน
ทางทีมจะช่วยกันกำหนดและจัดหมวดหมู่ความคิด มีการจัดลำดับความสำคัญของประเด็น
สรุปประเด็นด้วยแผนภูมิ
ในการนี้ให้แต่ละกลุ่มช่วยกันเขียนสรุปประเด็นเป็นแผนภูมิ และมีการนำเสนอหน้าชั้นเรียน
ปัญหาที่เกิดขึ้น
ผู้เรียนบางส่วนจะไม่แสดงความคิดเห็น ในการนี้แต่ละกลุ่มต้องมีการกำหนดกติการ่วมกัน เรื่องของการช่วยกันแสดงความคิดเห็น ส่วนหนึ่งหากเป็นเนื้อหาที่ใกล้ตัว นักศึกษาก็จะมีประเด็นที่อยากเล่า อยากแสดงความคิดเห็นมากยิ่งขึ้น

 

ประสบการณ์นิเทศสหกิจจากปี 2557

เนื่องด้วยช่วงนี้เป็นช่วงเริ่มการสหกิจครั้งที่ 1 จึงขอนำเรื่องเก่าๆมาแบ่งปัน เผื่อว่าอาจจะช่วยเป็นแนวทางในการสหกิจ โดยสามารถติดตามข้อมูลได้ที่ ประสบการณ์ตรงการนิเทศนักศึกษาสหกิจ 2557  และโอกาสนี้ยังมีเอกสารประกอบการนิเทศน์ โดยสามารถดาวน์โหลดตัวอย่างได้ที่นี่ครับ

แบบฟอร์มสามารถดาวน์โหลดไปแล้วเปิดด้วย Acrobat Reader แล้วพิมพ์เข้าไปได้เลยนะครับ

เทคนิคการสอนตามลำดับขั้นโดยใช้สื่อภาพเคลื่อนไหวร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์

ชื่อเรื่อง : 

เทคนิคการสอนตามลำดับขั้นโดยใช้สื่อภาพเคลื่อนไหวร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์

ผู้ถ่ายทอด :

นายชิรพงษ์   ญานุชิตร

รายวิชา/หัวข้อที่นำวิธีการไปทดลองใช้ : 

รายวิชาเทคโนโลยีสื่อดิจิทัล เรื่องวิธีการพัฒนา Mobile Application เบื้องต้นบนระบบปฏิบัติการ Android

กลุ่มนักศึกษาที่นำวิธีการไปทดลองใช้ : 

เทคโนโลยีสื่อดิจิทัล กลุ่ม DM5801 และ DM5802

ภาคการศึกษาที่นำวิธีการไปทดลองใช้ : 

1/2559

กรณีปัญหาหรือที่มา :

จากอุปสรรคในการสอนให้กับนักศึกษาที่มีฐานความรู้ไม่เท่ากันส่งผลให้การสอนปฏิบัติใช้เวลามากเกินไป

บรรยายวิธีการ : 

จากกรณีปัญหาที่กล่าวไว้ข้างต้น ผู้ถ่ายทอดได้ใช้วิธีการบันทึกการสอนในรูปแบบ VDO สาธิตวิธีการพัฒนา Mobile Application บนระบบปฏิบัติการ Android ในขั้นตอนต่าง ๆ ด้วยการใช้โปรแกรม Snagit Screen Capture บันทึกหน้าจอ โดยสื่อที่จัดทำได้แยกเป็นคลิปย่อยๆ 10 ขั้นตอน ๆ ละไม่เกิน 10 นาที กล่าวคือ 01-Intro To Android Studio 02-Java Installation 03-Android Studio Install 04-Virtual Box And Genymotion Installation 05-Create New Android Project Backup and Open Existing Project 06-Remove Action Bar 07-Use texView Widget 08-Change Background 09-Animal Sound Project Part 1 – App Design 10-AnimalSoundProjectPart2-Coding และ 11-Homework โดยเผยแพร่สื่อ VDO  บนสื่อสังคมออนไลน์ที่สร้างกลุ่มสำหรับรายวิชาไว้ เพื่อให้นักศึกษาได้ทบทวนได้ด้วยตนเอง ตามความต้องการ

ผลที่ได้รับ :

นักศึกษา สามารถพัฒนา Mobile Application เบื้องต้นบนระบบปฏิบัติการ Android ได้ด้วยตนเองคิดเป็นร้อยละ 90 ของนักศึกษาที่เข้าเรียนทั้งหมด

ปัจจัยสู่ความสำเร็จ : 

1. เครื่องคอมพิวเตอร์และโปรแกรมประยุกต์ที่ใช้ในการบันทึกการสอน

2. การเข้าถึงนักศึกษาผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่นิยมใช้

3. เวลาที่ต้องใช้ในการเตรียมการสอน

 

ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม :

ควรเตรียมบทพูดให้น่าสนใจเพื่อดึงดูดความสนใจให้มากขึ้น

Active Learning MM การจัดการเรียนรู้แบบสาธิต (ครั้งที่ 3)

หลังจากที่ได้นำกระบวนการเรียนรู้แบบสาธิตไปใช้ในรายวิชาการออกแบบรูปทรง 3 มิติ และการออกแบบเว็บกราฟิกและแอนิเมชั่น ทำให้เกิดปัญหา เช่น

  1. นักศึกษามีพื้นฐานความรู้ในแต่ละรายวิชาที่แตกต่างกัน
  2. นักศึกษาไม่เข้าใจภาพรวม (Workflow) ของเนื้อหาในรายวิชา ทำให้เกิดข้อซักถามระหว่างการเรียนการสอนบ่อยครั้ง

ดังนั้น คณาจารย์จึงแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยได้ข้อสรุปแบ่งเป็นแนวทางการสอน 2 แบบ ดังนี้

ภาคทฤษฎี

ในส่วนเนื้อหาภาคทฤษฎี อาจารย์จะใช้วิธีบรรยายเนื้อหาและเปิดวิดีโอที่เป็นกรณีศึกษาหรือมีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่เรียนอธิบายประกอบเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น และให้นักศึกษาทำการจัดกลุ่มและระดมสมองเพื่อตอบคำถาม วิเคราะห์กรณีศึกษาหรือเนื้อหาจากวิดีโอดังกล่าว โดยนำเสนอออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น การนำเสนอลักษณะ mindmap,การวาดภาพสื่อความหมาย, การเล่าถ่ายทอดเรื่องราว ฯลฯ เพื่อเป็นการปรับพื้นฐานความรู้ของนักศึกษาให้ใกล้เคียงกัน

ภาคปฏิบัติ

ในส่วนเนื้อหาภาคปฏิบัติ อาจารย์จะใช้วิธีการอธิบายภาพรวม (Workflow) การทำงานของโปรแกรมหรือหลักการทำงานโดยภาพรวมก่อน และมีการปูพื้นทฤษฎีที่สำคัญเบื้องต้นเพื่อให้มีพื้นฐานที่เท่ากัน แล้วจึงทำการสอนการใช้โปรแกรมในระดับพื้นฐานให้นักศึกษาก่อน จากนั้นสร้างโจทย์ให้นักศึกษาลงมือปฏิบัติโดยใช้เครื่องมือหรือส่วนโปรแกรมที่ได้สอน และให้นักศึกษาลงมือปฏิบัติแก้ปัญหาตามโจทย์ตามเวลาที่กำหนด เมื่อครบกำหนดเวลาถ้านักศึกษาส่วนใหญ่สามารถทำได้ อาจารย์จะเฉลยวิธีการทำในหน้าชั้นเรียนทีละขั้นตอน แต่ถ้านักศึกษาส่วนใหญ่ทำไม่ได้ อาจารย์จะค่อยๆ เฉลยวิธีการทำ โดยให้นักศึกษาพยายามแก้ไขโจทย์ให้ได้มากที่สุด นักศึกษาที่ไม่เข้าใจและไม่สามารถทำได้ อาจารย์จะทบทวนวิธีการทำอีกครั้ง หากยังมีนักศึกษาที่ยังไม่เข้าใจ อาจารย์จะทำการสอนให้นักศึกษาในรายกลุ่มย่อย และให้นักศึกษาลองลงมือปฏิบัติตาม

สำหรับโจทย์ที่สร้างให้นักศึกษาปฏิบัตินั้นจะไล่ระดับความง่ายไปถึงยากขึ้นเรื่อยๆ นักศึกษาจะเรียนรู้การประยุกต์ใช้โปรแกรมที่มากขึ้นด้วยตัวเอง โดยในท้ายชั่วโมงเรียนจะให้นักศึกษาทำการนำเสนองานในทุกโจทย์ จากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่นักศึกษาลงมือปฎิบัติ และสอบถามความเข้าใจของนักศึกษารายบุคคล

 

ปัญหาที่เกิดขึ้น

  1. ขาดขั้นตอนการอธิบายวัตถุประสงค์ของแต่ละบทเรียน ทำให้นักศึกษาไม่ทราบผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละบทเรียน
  2. ขาดขั้นตอนการวัดผลผลในแต่ละบทเรียน

Active Learning MM การจัดการเรียนรู้แบบสาธิต (ครั้งที่ 2)

จากการนำวิธีการเรียนรู้แบบสาธิตไปใช้กับนักศึกษาสาขาเทคโนโลยีมัลติมีเดีย  ในรูปแบบผู้สอนสาธิต เนื่องจากเป็นวิธีที่ดีที่สุดเพราะสามารถควบคุมระเบียบในชั้นเรียนได้ดีและนำเข้าสู่บทเรียนได้ง่าย (Sund&Throbridge.1967) อาจารย์ผู้สอนจึงนำไปใช้ในการเรียนการสอนในรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสื่อ ได้แก่ วิชาการออกแบบเว็บกราฟิกและแอนิเมชัน และวิชาการออกแบบรูปทรงสามมิติ โดยมีขั้นตอนตามทฤษฎีของ ไสว ฟักขาว (2544:98) ดังนี้

1. ขั้นเตรียม โดยการเตรียมอุปกรณ์ในการเรียนการสอน  รวมถึงอธิบายเครื่องมือในโปรแกรมแต่ละเครื่องมือ
2. ขั้นสาธิต อาจารย์สาธิตตามขั้นตอนของกระบวนการทำงานแต่ละขั้นตอนอย่างละเอียด
3. ขั้นสรุปและประเมินผล อาจารย์สอบถามนักศึกษาถึงความเข้าใจและการนำไปประยุกต์ใช้

ข้อดี

  1. นักศึกษามีความเข้าใจเนื้อหามากขึ้น จากการสาธิตของผู้สอนและการปฏิบัติตาม
  2. นักศึกษาสามารถจดจำเนื้อหาและกระบวนการได้ดี เนื่องจากได้ลงมือปฏิบัติงานจริง

ข้อจํากัด

  1. นักศึกษามีพื้นฐานความรู้ในแต่ละรายวิชาที่แตกต่างกัน
  2. นักศึกษาไม่เข้าใจภาพรวม (Workflow) ของเนื้อหาในรายวิชา ทำให้เกิดข้อซักถามระหว่างการเรียนการสอนบ่อยครั้ง

ภาพบรรยายกาศการเรียนการสอนแบบสาธิต รายวิชา การออกแบบรูปทรงสามมิติ

12910623_1052802484794818_1889804624_n 12918999_1052802491461484_900657840_n12900061_1052802474794819_1480588624_n

Active Learning DM การใช้ In-Class response system เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้

Just-in-time Teaching

เทคนิคการสอนแบบ JITT จะช่วยให้ ผู้เรียนสามารถโต้ตอบคำถาม, แสดงความเห็น ให้ผู้สอนทราบ เพื่อลดช่องว่างในการเรียนการสอน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ได้รับมอบหมาย การวัดผลแต่ละหัวข้อ หรือ การประเมิณความเข้าใจ ของผู้เรียน

ตัวอย่างหนึ่งของ JiTT คือ ระบบโต้ตอบในชั้นเรียนผ่านเวบไซท์ที่เรียกว่า in-class response systems เช่น i-Clicker, mentimeter, และ kahoot

ประโยชน์ของเทคนิคนี้ทำให้ ผู้สอนรู้ได้ทันทีว่า ผู้เรียนในชั้นเรียนตามบทเรียนทันหรือไม่ จำนวนเท่าใด ทำให้สามารถปรับรูปแบบการสอนให้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

อ้างอิง:

http://ctl.byu.edu/tip/active-learning-techniques

  • The JiTT Web site: www.jitt.org.
  • Beatty, I. D., Gerace, W. J., Leonard, W. J., and Dufresne, R. J. (2006). Designing Effective Questions for Classroom Response System Teaching. American Journal of Physics, 74(1), 31.

 

ตัวอย่าง

ภาพด้านล่างแสดง จำนวนของนักเรียนตอบคำถามผู้สอน ผ่านระบบ in-class response systems ในขณะผู้สอนบรรยาย

ผู้สอนสามารถรู้ผลทันทีว่า ผู้เรียนเข้าใจ หรือ ตามการเรียนทันหรือไม่ ต้องการให้ผู้สอนอธิบาย และเพิ่มตัวอย่างจากหัวข้อที่กำลังพูดอยู่เพิ่มมากขึ้น หรือต้องการให้พูดหัวข้อต่อไป

jit

 

  1. ปัญหาที่พบในการสอน
    นศ. มีความสนใจในการเรียนการสอนเพียงระยะเวลาสั้นๆ เมื่อต้องมีการเรียนการสอนในเรื่องที่มี เนื้อหาเยอะ เป็นเวลาหลาย ชั่วโมง ทำให้บรรยากาศในห้องเรียนน่าเบื่อ และนักศึกษาเรียนเนื้อหาได้ไม่ครบตามแผนการเรียนการสอน
  2. วิธีการแก้ปัญหา
    นำเวบไซท์ที่มีระบบการโต้ตอบออนไลน์ มาใช้กระตุ้นความสนใจ และ ประเมิณความเข้าใจของเนื้อหาจากการปฎิสัมพันธ์ ออนไลน์ของ นักศึกษา
  3. ปัจจัยความสำเร็จ
    3.1 การใช้เทคโนโลยีโต้ตอบผ่านทาง เวบไซต์สามารถดึงดูดความสนใจ มากกว่า การเรียนแบบบรรยาย
    3.2 นศ. มีส่วนร่วมมากขึ้น เนื่องจากเวบไซต์ระบบ Class response system อนุญาตให้ ไม่ต้องใช้ชื่อจริงได้
    3.3 การปฎิสัมพันธ์ ระหว่างผู้เรียน และผู้สอน เป็นไปอย่างสนุกสนานมากขึ้น ทำให้ นักศึกษาผ่อนคลาย และ สร้างบรรยากาศการเรียนดีขึ้น
    3.4 นักศึกษามีการแข่งขันกันตอบ ทำให้สนใจเนื้อหาการเรียนการสอนมากขึ้น
  4. กิจกรรมที่จัดให้ นศ.
    1. หลังการบรรยายแต่ละช่วง มีการให้ นศ. โต้ตอบแบบออนไลน์
    2. ให้ นศ. แสดงความเห็นออนไลน์ หลังการเรียนแต่ละ คลาส เพื่อปรับปรุงการสอน และ ประเมิณความพอใจของผู้เรียน
  5. สิ่งที่ทำได้ดี
    5.1 การสอนสามารถดึงดูดความสนใจผู้เรียนมากขึ้น
    5.2 เมื่อนำ Class response system มาใช้หลังจาก บรรยาย จบแต่ละช่วง สามารถกระตุ้นให้ นักศึกษาสนใจค่อนข้างต่อเนื่อง
    5.3 นศ.กล้าที่จะตอบและแสดงความเห็น
    5.4 บรรยากาศการเรียนดีขึ้น ไม่เคร่งเครียดเหมือนเดิม
  6. สิ่งที่ควรปรับปรุง
    6.1 นศ. ไม่มีสมาร์ทโฟน หรือ แทปเลตทุกคน คนที่ไม่มีจะไม่สนใจ
    6.2 ใช้มากไป ความสนใจผู้เรียนจะลดลง

Active Learning TV (Project Based Learning)

จากแนวทางการสอนในสาขาเทคโนโลยีการโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียง

จากการระดมความคิดภายในกลุ่ม และทดลองใช้กระบวนการซึ่งได้นำขั้นตอนการทำโครงงานในการเรียนการสอนมาปฏิบัติดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 การคิดและเลือกหัวเรื่อง

เนื่องด้วยระยะเวลาในการศึกษาในแต่ละภาคที่จำกัด เพื่อไม่ให้หัวข้อมีความกว้างจนเกินไป อาจารย์จึงได้มีการกำหนดหัวข้อไว้ให้ครอบคลุมกับเนื้อหาที่กำหนด และให้นักศึกษาได้เลือกหัวข้อ

 

ขั้นตอนที่ 2 การวางแผน

นักศึกษาได้มีการวางแผนการทำงานภายในกลุ่ม ช่วยให้นักศึกษาเกิดความรับผิดชอบ และรู้จักการทำงานเป็นทีม

 

ขั้นตอนที่ 3 การดำเนินงาน

นักศึกษามีการดำเนินการตามแผนที่ในแต่ละกลุ่มได้กำหนดไว้ ในขณะที่อาจารย์จะทำหน้าที่สังเกตและคอยให้คำแนะนำเมื่อนักศึกษาเกิดปัญหา ในขณะเดียวกัน ก็จะให้นักศึกษามีการจดบันทึกทุกขั้นตอนของการทำงาน เพื่อบันทึกปัญหาระหว่างการทำงานด้วยตนเอง

 

ขั้นตอนที่ 4 การเขียนรายงาน  และขั้นตอนที่ 5 การนำเสนอผลงาน

จะมีการดำเนินงานพร้อมกัน โดยให้นักศึกษาในแต่ละกลุ่มทำการนำเสนอรายงานพร้อมกับผลงาน

 

ขั้นตอนที่ 6 การประเมินผลโครงงาน

อาจารย์ทำหน้าที่ตรวจประเมินผลงาน โดยการนำเสนอหน้าชั้น พร้อมให้คะแนะนำ

 

โดยผลงานของนักศึกษาในแต่ละโครงงานต้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับวิชาอื่นๆ ภายในสาขาตนเอง หรือกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในสาขาของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

by: RD & TV

Active Learning TV

Active Learning เป็นการจัดการเรียนการสอนแบบเน้นพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ส่งเสริมให้ผู้เรียนประยุกต์ใช้ทักษะและเชื่อมโยงองค์ความรู้นาไปปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาหรือประกอบอาชีพในอนาคต หลักการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning การนาเอาวิธีการสอน เทคนิคการสอนที่หลากหลายมาใช้ออกแบบแผนการสอนและกิจกรรมกระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในชั้นเรียน ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียนและผู้เรียนกับผู้สอน Active Learning จึงถือเป็นการจัดการเรียนการสอนประเภทหนึ่งที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน อีกทั้งยังช่วยส่งเสริม student engagement , enhance relevance, and improve motivation ของผู้เรียน

การจัดกลุ่มการสอนแบบ Active Learning ออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

          1. การจัดการเรียนรู้แบบประสบการณ์ (Experiential Learning)

          2. การสอนแบบโครงงาน (Project Based Learning)

          3. การสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning)

          4. การสอนที่เน้นทักษะกระบวนการคิด (Thinking Based Learning)

 จากการอบรมที่ผ่านมา เนื่องจากวิชาของผู้สอนส่วนใหญ่เน้นไปทางด้านวิชาปฏิบัติเป็นหลัก และด้วยระยเวลาที่จำกัด จึงทำให้ต้องมีการบริหารจัดการเรื่องเวลา ผู้สอนจึงได้มีการใช้การสอนแบบโครงงาน (Project Based Learning) เข้ามาช่วยในเรื่องของการเรียนการสอน โดยก่อนเริ่มการฝึกปฏิบัติจะมีการทำข้อตกลงกับนักศึกษาเพื่อให้นักศึกษาได้มีการจัดการทำงานภายในกลุ่มอย่างเป็นระบบ

 

ขั้นตอนการทำโครงงานในการเรียนการสอน

          การทำโครงงานเป็นกิจกรรมที่มีการดำเนินงานหลายขั้นตอน  ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงขั้นสุดท้าย  อาจสรุปลำดับได้ดังนี้

1  การคิดและเลือกหัวเรื่อง นักศึกษาควรคิดและเลือกหัวเรื่องของโครงงานด้วยตนเองว่าอยากจะศึกษาอะไร  ทำไมจึงอยากศึกษา  หัวเรื่องของโครงงานมักจะได้มาจากปัญหา  คำถาม  หรือความอยากรู้เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ของผู้เรียนเอง  หัวเรื่องของโครงงานควรเฉพาะเจาะจงและชัดเจน  เมื่ออ่านชื่อเรื่องแล้ว  ควรเข้าใจและรู้เรื่องว่า  โครงงานนี้ทำอะไร

2  การวางแผน เป็นการวางแผนงานและการเขียนเค้าโครงของโครงงาน  ซึ่งต้องมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า  เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรัดกุมและรอบคอบ  ไม่สับสน  แล้วนำเสนอต่อผู้สอน เพื่อขอข้อเสนอแนะและความเห็นชอบก่อนดำเนินการในขั้นต่อไป

3  การดำเนินงาน  เป็นขั้นตอนการปฏิบัติงานตามที่ได้ระบุไว้  ผู้เรียนต้องพยายามทำตามแผนงานที่วางไว้  เตรียมวัสดุอุปกรณ์และสถานที่ให้พร้อม  ปฏิบัติงานด้วยความละเอียดรอบคอบ  คำนึงถึงความประหยัดและปลอดภัยในการทำงาน  ตลอดจนการบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ว่าได้ทำอะไรไปบ้าง  ได้ผลอย่างไร  มีปัญหาและข้อคิดเห็นอย่างไร

4  การเขียนรายงาน  คือ การเขียนรายงานเกี่ยวกับโครงงาน  เป็นวิธีสื่อความหมายวิธีหนึ่งที่จะให้ผู้อื่นได้เข้าใจถึงแนวคิด  วิธีการดำเนินงาน  ผลที่ได้  ตลอดจนข้อสรุปและข้อเสนอแนะต่าง ๆ เกี่ยวกับโครงงานนั้น  การเขียนโครงงานควรใช้ภาษาที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย  ชัดเจนและครอบคลุมประเด็นสำคัญ ๆ ทั้งหมดของโครงงาน

5  การนำเสนอผลงาน เป็นวิธีการที่จะทำให้ผู้อื่นได้รับรู้และเข้าใจถึงผลงานนั้น  การนำเสนอผลงานอาจทำได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับประเภทของโครงงาน  เนื้อหา  เวลา  และระดับของผู้เรียน

6  การประเมินผลโครงงาน เป็นการสะท้อนความสำเร็จของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันประเมินผลว่ากิจกรรมที่ทำไปนั้นบรรลุตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่  อย่างไร  ปัญหาและอุปสรรคที่พบคืออะไรบ้าง  ได้ใช้วิธีการแก้ไขอย่างไร  ผู้เรียนได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการทำโครงงานนี้

 

จากการระดมความคิดภายในกลุ่ม ซึ่งได้นำขั้นตอนการทำโครงงานในการเรียนการสอนมาปฏิบัติดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 การคิดและเลือกหัวเรื่อง

เนื่องด้วยระยะเวลาในการศึกษาในแต่ละภาคที่จำกัด เพื่อไม่ให้หัวข้อมีความกว้างจนเกินไป อาจารย์จึงได้มีการกำหนดหัวข้อไว้ให้ครอบคลุมกับเนื้อหาที่กำหนด และให้นักศึกษาได้เลือกหัวข้อ

 

ขั้นตอนที่ 2 การวางแผน

นักศึกษาได้มีการวางแผนการทำงานภายในกลุ่ม ช่วยให้นักศึกษาเกิดความรับผิดชอบ และรู้จักการทำงานเป็นทีม

 

ขั้นตอนที่ 3 การดำเนินงาน

นักศึกษามีการดำเนินการตามแผนที่ในแต่ละกลุ่มได้กำหนดไว้ ในขณะที่อาจารย์จะทำหน้าที่สังเกตและคอยให้คำแนะนำเมื่อนักศึกษาเกิดปัญหา ในขณะเดียวกัน ก็จะให้นักศึกษามีการจดบันทึกทุกขั้นตอนของการทำงาน เพื่อบันทึกปัญหาระหว่างการทำงานด้วยตนเอง

 

ขั้นตอนที่ 4 การเขียนรายงาน  และขั้นตอนที่ 5 การนำเสนอผลงาน

จะมีการดำเนินงานพร้อมกัน โดยให้นักศึกษาในแต่ละกลุ่มทำการนำเสนอรายงานพร้อมกับผลงาน

 

ขั้นตอนที่ 6 การประเมินผลโครงงาน

อาจารย์ทำหน้าที่ตรวจประเมินผลงาน โดยการนำเสนอหน้าชั้น พร้อมให้คะแนะนำ

 

โดยผลงานของนักศึกษาในแต่ละโครงงานต้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับวิชาอื่นๆ ภายในสาขาตนเอง หรือกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในสาขาของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

 

Active Learning AP ครั้งที่ 3

การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน (เทคนิค Jigsaw Team Work) ในครั้งที่ 3 ทำโดยใช้ขั้นตอนเดียวกันกับครั้งที่ 2 คือ

1.  แบ่งเนื้อหาที่ใช้สอนออกเป็นส่วนๆ

2. แยกเนื้อหาโดยการแบ่งหมวดหมู่ให้ชัดเจน (เช่น สี, รูปแบบ)

3. แจกเนื้อหาให้กับนักศึกษาคนละ 1 ส่วน และกำหนดเวลาให้นักศึกษาอ่านและทำความเข้าใจเนื้อหาในส่วนที่ตนเองได้รับ

4. ให้นักศึกษาจับกลุ่มกันให้ครบตามจำนวนเนื้อหาที่ได้แบ่งไว้ และแบ่งปันเนื้อหาในภายในกลุ่ม

5. ให้นักศึกษาช่วยกันสรุปหรือรวบรวมเนื้อหา

6. เรียบเรียงเนื้อหาที่ได้และนำเสนอในรูปแบบรายงาน หรือ Flow Chart

7. สุ่มเลือกนักศึกษาให้มานำเสนอหน้าชั้นเรียน

 

การสอนโดยใช้เทคนิค Jigsaw Team Work ในครั้งที่ 2 พบว่าสามารถแก้ปัญหาการไม่ให้ความร่วมมือของนักศึกษาที่เกิดขึ้นในครั้งที่ 1 ได้ จึงนำรูปแบบมาใช้ในการจัดกิจกรรมในครั้งที่ 3 เพื่อเป็นการยืนยันว่า เทคนิค Jigsaw Team Work เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เรื่อง กระบวนการดำเนินงานโฆษณาและประชาสัมพันธ์

 

 

js

 

 

Active Learning PC สุดยอดแห่งการเรียนรู้ (ครั้งที่ 3)

                  จากการนำปัญหาของการ Brainstorm PC-Active Learning ในรายวิชา การเตรียมความพร้อมสหกิจศึกษามาใช้ได้ข้อสรุปว่า  อาจารย์ผู้สอนควรชี้แจงหลักของการ Brainstorm ก่อนว่า หลักการจริงๆแล้วคืออะไร  และต้องการได้ผลอะไร  เราควรร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างไร และให้เกียรติกับความคิดของผู้อื่นอย่างไรบ้าง แต่การเรียนรู้ในวันนี้  จะเพิ่มเติมคือ การกำหนดหัวข้อที่แตกต่างกันภายในกลุ่ม  เพื่อที่จะได้นำความรู้จากกลุ่มของตัวเอง  มาแลกเปลี่ยนความรู้กับกลุ่มเพื่อน  โดยการให้สมาชิกในกลุ่ม  ได้กระจายตัวไปเพื่อ  อธิบายในกลุ่มเพื่อน และทำการสรุป  และนำมารายงานหน้าชั้นเรียนต่อไป  ประเด็นอยู่ที่ว่านักศึกษาจะพยายามไม่เป็นผู้นำเสนอ  จะมีการบอกให้เพื่อนขึ้น present ดังนั้น ทางอาจารย์แก้ปัญหานี้โดยการซุ่ม นักศึกษาโดยแบ่งเป็น 2 แบบ คือ นักศึกษาที่ต้องเป็นตัวแทน 3 คน เพราะมี 4 กลุ่ม ไปอธิบายตามกลุ่มเพื่อนๆ ให้เข้าใจในหัวข้อที่ตัวเอง Brainstorm กัน และอีก 1 แบบ คือ ไม่ยอมขึ้น present ดังนั้นอาจารย์จะเลือกเพื่อนที่ไม่ได้ กระจายตามกลุ่มในเป็นตัวแทนที่เหลือ

                      เพราะฉะนั้น นักศึกษาจะได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนการ Brainstorm จนถึงการอธิบายในแต่ละกลุ่ม  และการขึ้น present หน้าชั้นเรียน

Active Learning PT บทสรุปการอบรม KM MCT ครั้งที่ 3 ของหลักสูตรเทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิทัลและบรรจุภัณฑ์

การนำไปทดลองใช้ในรายวิชาสอน วิชาเทคโนโลยีการพิมพ์ลิธิกราฟี่ ด้วยวิธีสอนที่เน้นการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยใช้เทคนิค Think – Pair – Share เพื่อทดสอบหาประสิทธิ์ภาพของเครื่องมือ โดยกำหนดให้ใช้เครื่องมือซ้ำจนให้ได้ประสิทธิ์ภาพของเครื่องมือให้มากที่สุด เพื่อการนำมาประกอบสรุปผลการเรียนรู้ของการจัดการสอน ในการอบรม KM ของคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน


การจัดการเรียนการสอน โดยใช้เทคนิค Think – Pair – Share

การนำไปใช้ครั้งที่ 1
STEP 1 อาจารย์ผู้สอนจัดเตรียมแผ่นทดสอบคุณภาพงานพิมพ์ 4 สี (Test From) และเครื่องมือวัดคุณภาพงานพิมพ์ แล้วแบ่งกลุ่มนักศึกษากลุ่มละ 15 คน
STEP 2 ให้นักศึกษาในแต่ละกลุ่มคิดหาคำตอบด้วยตัวเอง โดยให้วัดแผ่นทดสอบคุณภาพงานพิมพ์ 4 สี (Test From) โดยใช้เครื่องมือวัดคุณภาพงานพิมพ์ตรวจสอบคุณภาพงานพิมพ์
STEP 3 ให้นักศึกษาอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน ในการวัดแผ่นทดสอบคุณภาพงานพิมพ์ 4 สี (Test From) มีคุณภาพหรือไม่มีคุณภาพงานพิมพ์อย่างไรจากการวัดหาคุณภาพงานพิมพ์
ผลที่ได้ในการจัดการเรียนการสอนครั้งที่ 1
นักศึกษามีการใช้เครื่องมือได้แต่ไม่ชำนาญ และนักศึกษาส่วนใหญ่ไม่สามารถการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนร่วมชั้นได้
ปัญหาอุปสรรค์ที่พบในการจัดการเรียนการสอนครั้งที่ 1
1. พบว่านักศึกษาส่วนใหญ่ไม่สามารถคิดหาคำตอบด้วยตัวเองได้ และไม่สามารถอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนร่วมชั้นได้
2. พบว่านักศึกษาบางคนไม่สามารถใช้งานเครื่องมือวัดได้อย่างชำนาญ

ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงครั้งต่อไป
ให้ทดลองลดปริมาณของกลุ่มให้ลดลงเพื่อให้นักศึกษาได้ใช้งานเครื่องมือวัดได้มากขึ้นในการวิเคราะห์ผล แต่ด้วยเครื่องมือวัดมีจำนวนน้อยอย่างจะต้องวางแผนในการจัดการองค์ความรู้ใหม่

 

การนำไปใช้ครั้งที่ 2
STEP 1 อาจารย์ผู้สอนจัดเตรียมแผ่นทดสอบคุณภาพงานพิมพ์ 4 สี (Test From) และเครื่องมือวัดคุณภาพงานพิมพ์ แล้วแบ่งกลุ่มนักศึกษากลุ่มละ 10 คน
STEP 2 ให้นักศึกษาในแต่ละกลุ่มคิดหาคำตอบด้วยตัวเอง โดยให้วัดแผ่นทดสอบคุณภาพงานพิมพ์ 4 สี (Test From) โดยใช้เครื่องมือวัดคุณภาพงานพิมพ์ตรวจสอบคุณภาพงานพิมพ์ (ในการวัดตรวจสอบคุณภาพไม่ใช่การวัดที่ตำแหน่งเดิมจากการนำไปใช้ครั้งที่ 1)
STEP 3 ให้นักศึกษาอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน ในการวัดแผ่นทดสอบคุณภาพงานพิมพ์ 4 สี (Test From) มีคุณภาพหรือไม่มีคุณภาพงานพิมพ์อย่างไรจากการวัดหาคุณภาพงานพิมพ์

ผลที่ได้ในการจัดการเรียนการสอนครั้งที่ 2
นักศึกษามีการใช้เครื่องมือได้ชำนาญ และนักศึกษาส่วนน้อยไม่สามารถการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนร่วมชั้นได้

ปัญหาอุปสรรค์ที่พบในการจัดการเรียนการสอนครั้งที่ 2
1. พบว่านักศึกษาส่วนน้อยไม่สามารถอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนร่วมชั้นได้

ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงครั้งต่อไป
ให้ทดลองลดปริมาณของกลุ่มให้ลดลงเพิ่มอีกอาจจะช่วยให้อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนร่วมชั้นได้ขึ้น เพื่อจะต้องวางแผนในการจัดการองค์ความรู้ใหม่

 

การนำไปใช้ครั้งที่ 3
STEP 1 อาจารย์ผู้สอนจัดเตรียมแผ่นทดสอบคุณภาพงานพิมพ์ 4 สี (Test From) และเครื่องมือวัดคุณภาพงานพิมพ์ แล้วแบ่งกลุ่มนักศึกษากลุ่มละ 5 คน
STEP 2 ให้นักศึกษาในแต่ละกลุ่มคิดหาคำตอบด้วยตัวเอง โดยให้วัดแผ่นทดสอบคุณภาพงานพิมพ์ 4 สี (Test From) โดยใช้เครื่องมือวัดคุณภาพงานพิมพ์ตรวจสอบคุณภาพงานพิมพ์ (ในการวัดตรวจสอบคุณภาพไม่ใช่การวัดที่ตำแหน่งเดิมจากการนำไปใช้ครั้งที่ 1 และ 2)
STEP 3 ให้นักศึกษาอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน ในการวัดแผ่นทดสอบคุณภาพงานพิมพ์ 4 สี (Test From) มีคุณภาพหรือไม่มีคุณภาพงานพิมพ์อย่างไรจากการวัดหาคุณภาพงานพิมพ์

ผลที่ได้ในการจัดการเรียนการสอนครั้งที่ 3
นักศึกษามีการใช้เครื่องมือได้ชำนาญ และมีการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนร่วมชั้นได้ดี

ปัญหาอุปสรรค์ที่พบในการจัดการเรียนการสอนครั้งที่ 3
ไม่มี
ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงครั้งต่อไป
ให้ทดลองลดปริมาณของกลุ่มให้ลดลงเพิ่มอีกอาจจะช่วยให้อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนร่วมชั้นได้ขึ้น เพื่อจะต้องวางแผนในการจัดการองค์ความรู้ใหม่

 

การนำไปใช้ครั้งที่ 4
การจัดการเรียนการสอน โดยใช้เทคนิค Think – Pair – Share โดยใช้แผนการจัดการสอนของครั้งที่ 3 พบว่า นักศึกษามีการใช้เครื่องมือได้ชำนาญ และมีการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนร่วมชั้นได้ดี เหมือนครั้งที่ 3

 

จัดทำโดย

นายอัครเดช ทองสว่าง

นายกานต์พิชชา  สุวรรณวัฒนเมธี

นายเอกชัยโถเหลือง

เอกสารประกอบการอบรม KM ครั้งที่ 3

Download Click >> KM 2558-3 [PPTX]

Download Click >> KM-2558-3 [PDF]

Active Learning AP ครั้งที่ 2

การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยเทคนิค Jigsaw ในครั้งที่ 2 นี้ ได้มีการปรับปรุงรูปแบบการจัดกิจกรรมเพื่อแก้ปัญหาที่พบในครั้งที่ 1 ดังนี้

1.  แบ่งเนื้อหาที่ใช้สอนออกเป็นส่วนๆ

2. แยกเนื้อหาโดยการแบ่งหมวดหมู่ให้ชัดเจน (เช่น สี, รูปแบบ)

3. แจกเนื้อหาให้กับนักศึกษาคนละ 1 ส่วน และกำหนดเวลาให้นักศึกษาอ่านและทำความเข้าใจเนื้อหาในส่วนที่ตนเองได้รับ

4. ให้นักศึกษาจับกลุ่มกันให้ครบตามจำนวนเนื้อหาที่ได้แบ่งไว้ และแบ่งปันเนื้อหาในภายในกลุ่ม

5. ให้นักศึกษาช่วยกันสรุปหรือรวบรวมเนื้อหา

6. เรียบเรียงเนื้อหาที่ได้และนำเสนอในรูปแบบรายงาน หรือ Flow Chart

7. สุ่มเลือกนักศึกษาให้มานำเสนอหน้าชั้นเรียน

Active Learning PT บทสรุปการอบรม KM MCT ครั้งที่ 2 ของหลักสูตรเทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิทัลและบรรจุภัณฑ์

คณะทำงานได้มีกำหนดลักษณะสำคัญของการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning โดยยกตัวอย่างของรายวิชา เทคโนโลยีการพิมพ์ลิธอกราฟี่ ในหลักสูตรเทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิทัลและบรรจุภัณฑ์ดังนี้

1. เป็นการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมใน กระบวนการเรียนรู้สูงสุด

2. ผู้เรียนเรียนรู้ความรับผิดชอบร่วมกัน การมีวินัยในการทำงาน การแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ

3. เป็นกระบวนการสร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนอ่าน พูด ฟัง คิดอย่างลุ่มลึก ซึ่งผู้เรียนจะเป็นผู้จัดระบบการเรียนรู้ด้วย ตนเอง

สรุปเทคนิคการใช้ Active Learning ในการจัดการเรียนการสอน

ขั้นตอนที่สำคัญในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ในรายวิชา เทคโนโลยีการพิมพ์ลิธอกราฟี่ทั้งเทอมการศึกษา

STEP 1 การนำเอาเทคนิค Project-based Learning ในใช้โดยแบ่งกลุ่มการทำงานของนักศึกษา เพื่อจัดพิมพ์แผ่นทดสอบคุณภาพงานพิมพ์ 4 สี ด้วยระบบการพิมพ์ออฟเซต โดยอาจารย์ผู้สอนได้กำหนดแผ่นพิมพ์ตัวอย่างที่ได้มาตรฐานให้เป็นตัวต้นฉบับ

STEP 2 การนำเอาเทคนิค Think – Pair – Share เพื่อให้นักศึกษาคิดหาคำตอบ ด้วยตัวเอง และอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน ในการผลิตแผ่นทดสอบคุณภาพงานพิมพ์ 4 สี (Test From)

STEP 3 การนำเอาเทคนิค Brainstorming ให้นักศึกษาแต่ละกลุ่มแผ่นทดสอบคุณภาพงานพิมพ์ 4 สี (Test From) ที่ได้ผลิต มาอภิปรายเพื่อหาข้อสรุปของกลุ่ม แล้วทุกคนนำเสนอแนวคิดของตน และบันทึกทุกแนวคิดที่มีผู้นำเสนอ

จัดทำโดย

นายอัครเดช ทองสว่าง

นายกานต์พิชชา  สุวรรณวัฒนเมธี

นายเอกชัยโถเหลือง

Active Learning PC สุดยอดแห่งการเรียนรู้ (ครั้งที่ 2)

จากการนำวิธีการเรียนรู้แบบ Brainstorm ไปใช้กับนักศึกษาสาขาเทคโนโลยีการถ่ายภาพและภาพยนตร์  นักศึกษามีคความสนใจแต่ยังไม่มากเท่าที่ควร เพราะจากการสังเกตุ พบนักศึกษายังเล่นมือถือ  และยังไม่แสดงความคิดเห็นกับกลุ่มเท่าที่ควร

ภาพที่ 1 ได้จัดกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวิชาการเตรียมความพร้อมสหกิจศึกษา แบ่งเป็น 4 กลุ่ม

ภาพที่ 2 มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลในกลุ่ม

ภาพที่ 3 ระดมสมองเพื่อคิดหัวข้อและสาเหตุที่อาจเกิดขึ้น

 

ปัญหาที่พบ

1.  มีบางคนไม่แสดงความคิดเห็นภายในกลุ่ม

2.  ยังมีแอบเล่นมือถือ

3.  บางคนออกจากห้อง  และหายไปเป็นเวลานาน

นำปัญหามาสรุปในที่ประชุม  เพื่อแก้ไขในครั้งต่อไป

 

Active Learning PC เทคนิควิธีการสอนและการปฏิบัติตนที่ดี 10 ประการสำหรับครู

ศาสตราจารย์ ริชาร์ด เลอบลอง อาจารย์มหาวิทยาลัยยอร์ค (York University) ในแคนาดา ได้รับรางวัลการสอนยอดเยี่ยม เขาได้เปิดเผย

เทคนิควิธีการสอนและการปฏิบัติตนที่ดี 10 ประการสำหรับครู ดังนี้

1. ให้ความรักแก่นักเรียน พร้อมๆ ไปกับเนื้อหาวิชาเรียน ครูควรแนะนำวิธีเรียนรู้ให้แก่เด็ก ดูแลและเอาใจใส่นักเรียน เหมือนกับการสร้างงานฝีมือขึ้นสักชิ้นที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึก ทำให้การเรียนการสอนนั้นมีความหมายขึ้นมาจนเกิดเป็นความผูกพันระหว่างครูกับศิษย์

2. สอนให้นักเรียนเชื่อมโยงความรู้กับชีวิตจริง และฝึกให้นักเรียนคิดให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ให้ผู้เรียนเข้าใจว่าความรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในเฉพาะหนังสือเท่านั้น ครูยังควรเชื่อมช่องว่างระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติ ทำให้นักเรียนเกิดความชำนาญในเรื่องที่นักเรียนสนใจ โดยครูคอยให้คำปรึกษาช่วยเหลือในการปฏิบัติ และเชื่อมโยงสภาพชีวิตในชุมชนของนักเรียนกับความรู้ที่ศึกษาในโรงเรียน

3. ตั้งใจฟังนักเรียน ครูต้องรู้จักตั้งคำถาม สามารถตอบข้อสงสัยแก่นักเรียนได้ และควรระลึกอยู่เสมอว่านักเรียนแต่ละคนในชั้นเรียนมีความแตกต่างกัน ครูควรกระตุ้นการตอบสนองการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะการสื่อสารให้แก่นักเรียนด้วย

4. ไม่จำเป็นต้องมีแผนการสอนตายตัว แต่ต้องยืดหยุ่น เปลี่ยนแปลงได้ มีการทดลองการสอนที่หลากหลาย และมั่นใจที่จะเผชิญกับสถานการณ์ในชั้นเรียนได้ทุกรูปแบบที่อาจจะไม่เป็นไปตามความคาดหวังนัก ครูควรปรับการสอนบ้างเมื่อมีวิธีการที่ช่วยให้นักเรียนบางคนเรียนรู้ได้ดีขึ้น และควรสร้างสมดุลระหว่างเนื้อหาและความยืดหยุ่นในการสอน

5. สร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าการเรียนจะไม่มีสาระ การสอนที่มีประสิทธิภาพนั้นครูไม่จำเป็นจะต้องยืนอยู่หน้าชั้นตลอดเวลา หรือสายตาจับจ้องอยู่ที่เครื่องฉายแผ่นใสหรือสไลด์ในขณะที่บรรยาย ครูที่ดีต้องทำให้นักเรียนเกิดความรู้สึกมีส่วนร่วม เปรียบได้กับวาทยากรที่มีนักเรียนเป็นนักดนตรีซึ่งแต่ละคนมีความเชี่ยวชาญในเครื่องดนตรีแต่ละอย่างต่างกัน

6. มีอารมณ์ขัน พยายามอย่าทำตัวให้เครียด ครูควรเล่าเรื่องตลกให้นักเรียนฟังบ้าง การมีอารมณ์ขันจะช่วยทลายกำแพงระหว่างครูกับนักเรียนได้ ครูควรเรียนรู้ที่จะผ่อนคลายบรรยากาศในห้องเรียน และต้องระลึกเสมอว่า ครูก็เป็นมนุษย์ธรรมดาเหมือนกับนักเรียน ที่มีข้อบกพร่องและสามารถกระทำผิดได้เหมือนกัน

7. เตรียมตัวให้พร้อม มีความเอาใจใส่ และอุทิศเวลาให้แก่การค้นคว้าหาวิธีถ่ายทอดความรู้ด้านต่างๆ ให้แก่นักเรียน ครูดีต้องมีการเตรียมการสอนมาอย่างดี มีสื่อการสอนที่พร้อมและวิธีการสอนที่น่าสนใจ ทั้งหมดนี้หมายความว่าครูจะต้องทำงานหนักนอกเวลาด้วย

8. ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากผู้บริหาร ทั้งในด้านทรัพยากร และบุคลากร ผู้บริหารควรให้การเสริมแรงครูอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ และสามารถทำงานได้อย่างปราศจากอุปสรรคปัญหา

9. รู้จักทำงานร่วมกับเพื่อนครู เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการเรียนการสอน ตลอดจนการแก้ปัญหาต่างๆ ของครูแต่ละคน

10. มีจินตนาการ จะเป็นครูที่ดีได้ จะต้องรู้จักหัดใช้จินตนาการบ้าง เพราะจะมีผลต่อความคิดริเริ่มใหม่ๆ ลองจ้องไปที่นักเรียนแถวหลังสุด นึกถึงเส้นประสาทที่เชื่อมต่อกันและประกอบกันเป็นรูปร่างรวมตัวเป็นมนุษย์ การเรียนรู้ของคนเราคงจะพัฒนาไปเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดยั้ง หากครูไม่หยุดนิ่งที่จะเรียนรู้และพัฒนาความสามารถของทั้งตนเองและนักเรียนไปพร้อมๆ กัน ครูคือวิศวกรสังคม ที่มีส่วนสำคัญยิ่งในการสร้างคนรุ่นใหม่ที่สมบูรณ์ขึ้นมา

ขอบคุณข้อมูล www.newschool.in.th

Active Learning ความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน (Safety)

ความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน (Safety)

ความปลอดภัยในการปฏิบัติงานเป็นสภาพที่ปราศจากอุบัติเหตุทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งหน่วยงานจะต้องสร้างสร้างมาตรฐานด้าน

ความปลอดภัยให้เกิดขึ้นในองค์กร เพราะในการเกิดอุบัติเหตุในการทำงานก่อให้เกิดการสูญเสียอย่างมากมายในหลายๆ ด้าน เช่น

เป็นสาเหตุที่ทำให้ประสบความขาดทุนและจำเป็นต้องเลิกกิจการไป ก่อให้เกิดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ปฏิบัติงาน เป็นการ

สูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของผู้ปฏิบัติงาน และเป็นการสูญเสียทรัพยากรที่สำคัญของหน่วยงานและของประเทศ และในแต่ละปีจะมีอุบัติเหตุ

ในการทำงานเกิดขึ้นอย่างมากมาย ดังนั้นหน่วยงานจะต้องตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างความปลอดภัยเป็นอันดับแรก

สถานที่ทำงานที่มีความปลอดภัย จะทำให้ผู้ปฏิบัติงานทำงานอย่างไร้ความกังวล และไม่ต้องเสียเวลาในการทำงาน

ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุในการทำงาน ซึ่งการเกิดอุบัติเหตุยังต้องทำให้องค์กรเสียค่าใช้จ่ายในเรื่อง ค่ารักษาพยาบาล ค่าชดเชย

และอื่น ๆ และถ้าสถานที่ทำงานมีความปลอดภัยย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ ดังนี้

1. ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น

2. ต้นทุนการผลิตลดลง

3. เป็นการสงวนทรัพยากรบุคคลของประเทศชาติ

4. สร้างขวัญกำลังใจในการทำงาน

 

สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุในการทำงาน

1. ความบกพร่องในการควบคุมดูและการให้คำแนะนำของหัวหน้างาน หรือผู้บังคับบัญชา ซึ่งได้แก่

1) บกพร่องในการเป็นผู้นำด้านความปลอดภัย

2) ขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่

3) ไม่ทำตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้

4) บกพร่องในการสั่งการ

5) ขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

6) ขาดการบำรุงขวัญ และปลูกจิตสำนึกในการทำงาน

2. สาเหตุพื้นฐาน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการกระทำ และสภาพการณ์ที่ไม่ปลอดภัย สาเหตุพื้นฐาน แบ่งเป็น 2 ปัจจัย ได้แก่

2.1 ความบกพร่องเรื่องคน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่มีมากับตัว เช่น รูปร่าง ความพิการทางด้านร่างกาย ลักษณะนิสัย

และพฤติกรรมในการทำงาน

2.2 ข้อบกพร่องเรื่องงาน หรือสภาพแวดล้อมในการทำงาน เช่น การจัดให้มีการทำงานที่ไม่ถูกวิธี สภาพแลดล้อมใน

การทำงานไม่เหมาะสม

3. สาเหตุโดยตรง

3.1 สภาพการณ์ที่ไม่ปลอดภัย หมายถึงสภาพแวดล้อมในการทำงานที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ หรือโรคจากการทำงาน

ซึ่งตัวอย่างของความไม่ปลอดภัยนี้ ได้แก่ การวางผังงานไม่เหมาะสม แสงสว่างไม่เพียงพอ ขาดความเป็นระเบียบเรีัยบร้อย มีฝุ่น ควัน

หรือแก๊สที่เป็นพิษ โครงสร้างของหลังคาหรือฝาผนังไม่มั่นคง หรือเครื่องมือไม่ได้มาตรฐาน เป็นต้น

3.2 การทำงานที่ไม่ปลอดภัย หมายถึงการกระทำของพนักงานผู้ปฏิบัติงาน หรือลักษณะการปฏิบัติงานของพนักงาน

ที่มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ตัวอย่างของการกระทำที่ไม่ปลอดภัย ได้แก่ การทำงานด้วยความเร็วโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย

การปฏิบัติงานที่ผิดขั้นตอน การหยอกล้อกันในขณะที่ปฏิบัติงาน หรือการดื่มสุราในขณะที่ปฏิบัิติงาน เป็นต้น

4. อุบัติภัย

อุบัติภัย คือภัยที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด เป็นเหตุการณ์ที่อาจทำให้คนเกิดการบาดเจ็บทำให้ไม่สามารถทำงาน หรือเกิดการ

สูญเสียชีวิต ทรัพย์สินเกิดความเสียหายไม่สามารถดำเนินการผลิตตามกำหนดได้ ตัวอย่างของอุบัติภัยได้แก่ การเกิดอัคคีภัย น้ำท่วมหรือแผ่นดินไหว เป็นต้น

 

คลิปอุบัติเหตุไม่น่าเกิดขึ้น

 

การกำกับดูแลนักศึกษา

อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา จะต้องมีการตรวจสอบเครื่องมือ เครื่องจักรตลอดเวลา ไม่ให้เกิดการชำรุด เสียหาย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นกับนักศึกษา และต้องมีการกำกับดูแลนักศึกษาตลอดเวลาในการเรียนภาคปฏิบัติงาน

Active Learning TV ทำอย่างไร…ถ้านักศึกษาไม่มีความรับผิดชอบในการส่งงาน

ปัญหา

เมื่ออาจารย์ผู้สอนสั่งงานในชั้นเรียนให้กับนักศึกษา ปัญหาที่ตามมาคือ เวลาถึงกำหนดส่งงานแล้ว นักศึกษาไม่ส่งงานหรือส่งงานช้ากว่าเวลาที่อาจารย์ผู้สอนกำหนดไป

นักศึกษาหลายคนใช้ข้ออ้างว่างานอยู่ที่ที่พัก หรือที่บ้านต่างจังหวัด หรืออยู่ที่เพื่อนในชั้นเรียน หรือยังไม่เสร็จสมบูรณณ์ และขอเวลาเพิ่มเพื่อให้ทำงานได้เสร็จมาส่งอาจารย์

 

วิธีการแก้ปัญหา

เมื่อถึงกำหนดเวลาส่งงาน อาจารย์ผู้สอนต้องไม่รับงานจากนักศึกษาที่ส่งช้ากว่าดำหนดอีก

ยิ่งไปกว่านั้น อาจารย์ผู้สอนควรกำหนดวัน เวลา ช่องทางในการส่งงาน และระเบียบข้อบังคับในการส่งงานให้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร

โดยอาจารย์อาจเพิ่มช่องทางในการส่งงานให้กับนักศึกษา เพื่อให้นักศึกษษสามารถส่งงานได้สะดวกและรวดเร็ว ในขณะที่อาจารย์ผู้สอนก็สามารถตอบรับการส่งงานได้ทันท่วงที

 

Key Success

การกำหนดและรุบุรายละเอียดของการส่งงานให้ชัดเจน ซึ่งยังรวมไปถึงความรับผิดชอบของนักศึกษา และความเข้มงวดของอาจารย์ผู้สอนอีกด้วย

Active Learning ใช้การคุยกันของนักศึกษาเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นคว้า

ปัญหาที่เจอในการเรียนการสอน

นักศึกษาจับกลุ่มนั่งคุยในเวลาเรียน

วิธีการแก้ปัญหา

ใช้การคุยกันของนักศึกษาเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนโดยจัดกลุ่มให้นักศึกษาได้คุยกันและหาข้อมูลของหัวข้อตามที่อาจารย์กำหนด ซึ้งหัวข้อนั้นนำมาจากเนื้อหาที่ใช้ในการเรียนการสอน ตามคำอธิบายรายวิชา และให้นักศึกษานำเสนอข้อมูลที่ได้ไปศึกษาค้นคว้า และอาจารย์ผู้สอนสรุปเนื้อหาสาระอีกครั้งนึง

ปัยจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จ

  1. การแนะนำหัวข้อที่นักศึกษาควรไปค้นคว้า
  2. การติดตามผลกำดำเนินงานของนักศึกษา
  3. การสรุปและอธิบายเสริมในเนื้อหาที่นักศึกษานำเสนอ

Working Planing of Art Direction on Television for TV students

 

วิชา การกำกับศิลป์เพื่องานวิทยุโทรทัศน์ เป็นวิชาที่เกี่ยวกับ การออกแบบฉาก การจัดหาอุปกรณ์ประกอบฉาก การแต่งหน้า การจัดเตรียมเครื่องแต่งกาย เพื่อใช้ในงานโทรทัศน์ประเภทต่างๆ ฝึกปฏิบัติสร้างฉาก การติดตั้ง และการจัดเก็บฉากและอุปกรณ์ประกอบฉาก ฝึกปฏิบัติการแต่งหน้า และการจัดเตรียมเครื่องแต่งกาย ให้เหมาะสมกับรายการโทรทัศน์ประเภทต่างๆ งานออกแบบศิลปกรรมในงานวิทยุโทรทัศน์ การออกแบบฉาก การจัดหาอุปกรณ์ประกอบฉากในสถานที่และนอกสถานที่การแต่งหน้า การจัดเตรียมเครื่องแต่งกายเพื่อใช้ในงานวิทยุโทรทัศน์ ฝึกการกำกับและการวางแปนการทำงานด้านฝ่ายศิลป์ในงานวิทยุโทรทัศน์

ปัญหาที่พบจากการเรียนการสอนในรายวิชาดังกล่าว

ด้วยลักษณะการทำงานทางวิชาที่มีการแบ่งฝ่ายในการทำงาน และรายละเอียดของงานที่ซับซ้อน อีกทั้งต้องอาศัยการทำงานร่วมกัน และการประสานงานกันเป็นอย่างดี ทำให้การทำงาน ด้วยรายละเอียดของงานที่มีรายละเอียดค่อนข้างมาก และข้อจำกัดด้านเวลาในการทำงาน
จึงได้มีการเพิ่มการวางแผนและการแนะแนวทางในการวางแผนการทำงาน

วิธีการแก้ไขปัญหา

เนื่องจากการเรียนการสอนในรายวิชาดังนี้ที่ผ่านมา มักประสบปัญหาในเรื่องของระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ประกอบกับเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ซึ่งมีรายวิชาปฏิบัติงานค่อนข้างมาก จึงเน้นให้นักศึกษามีการวางแผนการทำงาน เสมือนนักศึกษากำลังทำงานอยู่ในสายงานดังกล่าว

ขั้นตอนการวางแผน

เริ่มจากอาจารย์ผู้สอนจะมีการวางแผนในเรื่องของ หัวข้อรายวิชาด้านการเรียนการสอนให้ครบถ้วนและระยะเวลาที่เหมาะสมกับการปฏิบัติงานตลอดภาคการศึกษา โดยอาจารย์ผู้สอนจะมีกำหนดขั้นตอนการทำงาน ดังนี้

  1. การมอบหมายงานโดยให้หัวข้อและกำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติงานในแต่ละหัวข้อ
  2. กำหนดจำนวนกลุ่มในการปฏิบัติ เพื่อให้มีจำนวนที่เหมาะสมต่อการทำงาน จึงกำหนดไม่ต่ำกว่า 3 คน และไม่เกิน 5 คน
  3. กำหนดวัสดุอุปกรณ์ในการปฏิบัติงาน

เมื่อมีการกำหนดหัวข้อและขั้นตอนในการปฏิบัติงานแล้ว นักศึกษาจะเริ่มจากการจับกลุ่ม พร้อมทั้งส่งรายชื่อให้กับอาจารย์เพื่อยืนยันรายชื่อ และตรวจสอบการทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น นักศึกษาจะมีการประชุมกลุ่มใหญ่ โดยมีผู้นำกลุ่ม 1 คน และผู้ช่วย 1 คน เพื่อติดต่อประสานงานทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน  และตรวจสอบการทำงานจนสิ้นสุดการเรียนการสอนในภาคการศึกษานั้น เมื่อมีการจำนวนกลุ่มในการปฏิบัติงานเรียบร้อยแล้ว ในแต่ละกลุ่มจะมีการวางแผนการทำงานภายในกลุ่ม ดังนี้

  1. วางแผนหัวข้อและระยะเวลาในการทำงาน
  2. วางแผนเรื่องการใช้วัสดุอุปกรณ์ในการปฏิบัติ การยืมคืนอุปกรณ์ เพื่อเตรียมการก่อนการปฏิบัติงาน
  3. กำหนดหน้าที่ของแต่ละคนในการปฏิบัติงาน

โดยตลอดระยะเวลาของการวางแผนการทำงาน จะมีอาจารย์เป็นผู้ให้คำแนะนำในบางจุดที่นักศึกษาเกิดความสงสัยหรือมีข้อซักถาม

ขั้นตอนการปฏิบัติ

นักศึกษาในแต่ละกลุ่มจะมีการเตรียมความพร้อมก่อนการปฏิบัติงาน เมื่อมีคำสั่งการทำงานและใบงานการปฏิบัติจากอาจารย์ผู้สอน นักศึกษาในแต่ละกลุ่ม จะมีการวางแผนการทำงานภายในกลุ่มของตนเอง และปฏิบัติงานตามที่วางแผนเอาไว้ โดยจะมีอาจารย์ผู้สอนตรวจสอบเป็นระยะ และให้คำแนะนำ ภายในกลุ่มของนักศึกษาจะมีผู้นำ 1 คนที่คอยวางแผนและควบคุมการทำงาน หากประสบปัญหาภายในกลุ่ม ผู้นำกลุ่มย่อยและมีการแจ้งผู้นำกลุ่มใหญ่ และอาจารย์ตามลำดับ

ขั้นการหลังจากการปฏิบัติงาน

ผู้นำในกลุ่มย่อยจะมีการตรวจสอบผลงาน โดยมีใบตรวจสอบผลงาน และมีการตรวจสอบภายในกลุ่ม หลังจากนั้นจะมีการรวบรวมผลส่งให้ผู้นำกลุ่มใหญ่เพื่อรวบรวมและส่งให้อาจารย์อีกครั้ง และอาจารย์จะมีการตรวจสอบเป็นรายย่อยอีกครั้ง และสรุปการทำงานทั้งห้องอีกครั้งในวันสุดท้ายของการทำงานในแต่ละหัวข้อ

ความสำเร็จในการทำงาน

  1. การวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบ
  2. ความสามัคคีในกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มย่อยหรือกลุ่มย่อย
  3. ให้นักศึกษาคำนึงถึงเสมอว่า “ไม่มีฝ่ายใดสำคัญไปมากกว่ากัน ทุกๆ คนมีหน้าที่และมีความสำคัญในการทำงานทุกคน”

จากแนวทางการปฏิบัติงานดังกล่าว ทำให้นักศึกษามองเห็นถึงความสำคัญของการวางแผนการทำงาน การปฏิบัติงานร่วมกัน และการให้ความสำคัญทั้งผลงานและบุคคลที่ปฏิบัติงาน ตลอดจนการนำแนวทางดังกล่าวไปประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนในรายวิชาอื่นได้

Research การนำเสนอผลงานทางวิชาการระดับนานาชาติ

Picture1

การนำเสนอผลงานทางวิชาการ

ผู้วิจัยได้มีการตรวจสอบชื่อโครงการ รายละเอียดของโครงการ และรายละเอียดในแต่ละหัวข้อเพื่อพิจารณาเรื่องของตนให้เข้ากับหัวข้อที่ทางโครงการได้กำหนดไว้

หลังจากนั้น ผู้วิจัยได้ทำการติดต่อเกี่ยวกับรายละเอียดของงานกับผู้จัดงาน โดยโครงการดังกล่าวจะมีการ Log-in เพื่อใช้ในการติดต่อเข้าโครงการ หมายกำหนดการ การส่งบทคัดย่อ ตลอดจนการนำเสนอ Full-Paper

หลังจากนั้นได้มีการส่งบทคัดย่อ เพื่อให้เจ้าของโครงการพิจารณาเบื้องต้น เมื่อเจ้าของโครงการได้พิจารณาว่าหัวข้อดังกล่าวเข้ากับหัวข้อที่ทางโครงการได้กำหนดไว้แล้ว ก็ได้ทำการติดต่อเรื่องค่าใช้จ่าย และ ส่ง Full-paper พร้อมทั้งเตรียมการจัดทำโปสเตอร์ในการนำเสนอผลงาน

ผู้วิจัยได้มีการติดต่อขอทุนสนับสนุนในการไปนำเสนอผลงานกับทางคณะวิชา เนื่องจากมีเอกสารและขั้นตอนในการติดต่อค่อนข้างมากจึงต้องใช้ระยะเวลาและความรอบคอบในการตรวจสอบเอกสารให้ถูกต้อง

ช่วงการนำเสนอผลงานทางวิชา

ผู้วจัยได้นำเสนอผลงานประเภทโปสเตอร์ มีการให้คะแนนผลงาน พร้อมทั้งเกียรติบัตรในการเข้าร่วมการนำเสนอผลงาน ตลอดระยะเวลาในการนำเสนอผลงาน จะมีการพูดคุยกับกรรมการ

ช่วงท้ายการนำเสนอผลงานทางวิชา

ได้มีการสรุปหัวข้อวิจัยร่วมกัน

เนื่องจากผู้วิจัยได้มีการติดต่อขอทุนสนับสนุนในการไปนำเสนอผลงานทางวิชา จึงต้องผลการนำเสนอดังกล่าว มาทำรายงานผลงานวิจัยกับทางคณะวิชา

IMG_6224

Research ที่ปรึกษางานวิจัยพาเราไปนานาชาติ

.   เนื่องจากการเขียนงานวิจัยในระดับปริญญาโท จะต้องไปเผยแพร่ที่ต่างประเทศ ซึ่งจะต้องมีที่ปรึกษาที่จะสามารถให้คำแนะนำถึงแนวทางการเขียนงานวิจัยที่สามารถเผยแพร่ในระดับนานาชาติได้

DSC_3236

Key success

  1. การมีที่ปรึกษาที่สามารถให้คำแนะนำได้

Research การยึดรูปแบบของงานวิจัยเป็นโมเดลการเขียน

.   การเขียนงานวิจัยจะต้องมีกลุ่มที่ทำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อปรึกษา หารือ วางแผนทำงานร่วมกัน และสื่งสำคัญในการเขียนบทความคือ การเลือกรูปแบบ หรือ รูปประโยคจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นโมเดลในการเขียนบทความวิจัย

DSC_3234

Key Success

  1. การใช้รูปแบบ รูปประโยค จากกงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

Research ผู้เชี่ยวชาญกับงานวิจัย

.   การเขียนงานวิจัยเพื่อเผยแพร่ อันดับแรก ต้องสร้างแรงบันดาลใจโดยเลือกเรื่องที่อยากจะทำก่อน จากนั้น จึงปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ว่าจะสามารถต่อยอดแนวคิดหรืองานวิจัยอย่างไรให้มีคุณค่ามากขึ้น เพื่อให้สามารถเผยแพร่ได้

DSC_3229

Key Success

  1. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อต่อยอดแนวคิดงานวิจัยให้มีคุณค่า มากยิ่งขึ้น

Research การสร้างแรงบันดาลใจจากการเดินทาง

.    เนื่องจากจุดอ่อนของการเขียนงานวิจัยเพื่อเผยแพร่ในระดับนานาชาติจำเป็นจะต้องใช้ภาษาอังกฤษ แต่เนื่องจากไม่มั่นใจในความสามารถ จึงควรหาตัวช่วย จึงได้เริ่มเขียนงานวิจัย แล้วให้เพื่อนช่วยดูความถูกต้องเหมาะสมของรูปแบบประโยคต่างๆ ซึ่งผลปรากฏว่าได้รับการตอบรับให้สามารถตีพิมพ์ได้ และอีกเรื่องหนึ่งคือ การสร้างแรงบันดาลใจจากการเดินทาง โดยพิจารณาสถานที่นำเสนอผลงานที่น่าสนใจ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ

DSC_3224

Key Success

  1. สร้างความมั่นใจจากผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา
  2. สร้างแรงบันดาลใจจากสถานที่นำเสนอผลงาน

Research ฟอร์แมทของวารสารกับงานวิจัย

.   การเขียนงานบทความงานวิจัยให้ลงในฐาน TCI (Thai-Journal Citation Index Centre) เพื่อให้สามารถนับแต้มเป็นผลงานวิชาการได้ ซึ่งแต่ละวารสาร แต่ละมหาวิทยาลัย จะมี เว็บไซต์ให้ตรวจสอบได้ และสิ่งสำคัญก็คือ

  1. ต่อให้งานวิจัยดีแค่ไหน ตรงกับวัตถุประสงค์อย่างไร แต่ถ้าไม่ตรงกับ Format ของวารสารนั้นๆ ก็ลงไม่ได้
  2. อย่าลืมจ่ายค่าลงวารสารด้วยนะจ๊ะ

DSC_3222

Key Success

  1. บทความวิจัยต้องมี Format ที่ ตรงกับ วารสารที่ต้องการเผยแพร่

Research เอกลักษณ์ของวารสารกับงานวิจัยที่ต้องการเผยแพร่

.   การเขียนงานวิจัยเพื่อเผยแพร่ จะต้องเข้าใจถึง ศาสตร์ ของวารสารที่เราต้องการส่งไปตีพิมพ์ เข้าใจในเอกลักษณ์ และเป้าหมายของวารสารนั้นๆ เช่น วารสารที่เราต้องการส่งงานวิจัยไปตีพิมพ์ เป็นศาสตร์ ทางด้านเทคโนดลยีสี ก็ควรส่งงานวิจัยที่เกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีสี

DSC_3221

Key Success

  1. งานวิจัยต้องสอดคล้องกับเป้าหมายของวารสาร

Research เทคนิคการเขียนงานวิจัยระดับนานาชาติ

.     การเขียนงานวิจัยสำหรับการเผยแพร่ในระดับนานาชาตินั้น สิ่งสำคัญคือ จะต้อง อ่าน Paper ต่างประเทศ ที่จะ Reference เยอะ ๆ ที่จะใช้ในงานวิจัย เพื่อให้ได้ คำศัพธ์เฉพาะ ที่เกี่ยวกับศาสตร์ของงานวิจัย รวมถึงรูปแบบประโยคที่ใช้ในการเขียนงานวิจัย ต้อง ไม่ซับซ้อน ไม่กำกวม ลดการใช้ Adverb

Key Success

  1. ต้องอ่าน Paper ต่างประเทศ ที่จะ Reference เยอะ ๆ
  2. รูปแบบประโยคที่ใช้ ต้อง ไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย
  3. การใช้ English by Example Dictionary
  4. การใช้ Google ช่วยพิจารณาประโยค โดยการพิมพ์เข้าไปในกูเกิ้ล โดยใช้เครื่องหมาย เต้งๆ (เครื่องหมายคำพูด ” ” ครอบ)
  5. การใช้ Passive Voice เป็นหลัก ในรูปแบบของ ประธาน ถูกกระทำ
  6. การใช้ Article (a an the) และ Plural Nouns (พหุพจน์ เอกพจน์) ให้ถูกต้อง

Active Learning TV เมื่อนักศึกษา… ไม่สามารถปฏิบัติงานได้

1. สถานที่ฝึกปฏิบัติ
– สถานที่ฝึกปฏิบัตินั้นจะต้องเหมาะกับจุดมุ่งหมายและวิธีการ
– ต้องเป็นสถานที่ที่มีความพร้อมและยืดหยุ่นได้ตามสมควร เพราะในการปฏิบัติบางครั้งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแผนการเดิม
ที่ตั้งไว้ได้ ทำให้การฝึกปฏิบัติก้จะต้องเปลี่ยนไปด้วย
2. อุปกรณ์และเครื่องมือ
– จะต้องมีจำนวนพอเพียงกับจำนวนผู้เรียน
– ต้องมีสภาพพร้อมที่จะทำงานได้
– เครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ นั้นไม่ควรจำกัดเวลาเพราะการฝึกปฏิบัติบางครั้งอาจจะกินเวลามากกว่าที่ตั้งไว้
3. เอกสารการฝึกปฏิบัติ
– คู่มือฝึกปฏิบัติ
– Job sheet
– Operation sheet
– Lab sheet
– เอกสารแนะนำประกอบการฝึก
4. การเตรียมตัวของผู้เรียนผู้สอน
– ผู้สอนจะต้องจัดกิจกรรมของผู้สอนที่จะต้องทำเป็นขั้น ๆ ไป รวมทั้งเนื้อหาในวิชาการที่จะสอนด้วย หรือจะเรียกว่าการ เตรียม
การสอนก็ได้
– ผู้สอนต้องเตรียม Pre – test (ข้อทดสอบก่อนเรียน) ข้อสอบนี้เพื่อที่จะสำรวจความพร้อมของผู้เรียน
– เตรียมกิจกรรมให้ผู้เรียนร่วมเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรมของการเรียน กิจกรรมนั้นผู้เรียนจะต้องทำได้เมื่อ ผู้สอน
อธิบายเสร็จ
5. การประเมินผล
– เตรียมข้อสอบ Post – test ไว้อีกชุดหนึ่ง เพื่อเป็นการประเมินผลของผู้เรียน เมื่อได้ผ่าน การเรียนรู้ บทเรียนนั้น ไป แล้วว่ามี
ความรู้ตรงตามจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรมนั้นหรือไม่ แต่ถ้ายังไม่รู้ถึงจุดที่เราต้องการ ก็ต้องหาทางเพิ่มเติมให้ กับผู้เรียนอีก

Active Learning TV เมื่อ นักศึกษาไม่ยอมเข้าเรียน

  1. ผู้สอนควรกำหนดมาตรการสำหรับผู้เรียนที่เข้าเรียนช้า หรือ ไม่เข้าเรียน ที่นอกเหนือจากการตักเตือน เช่น การตัด คะแนน หรือ บทลงโทษ ไม่ให้เข้าสอบ เป็นต้น
  2. การจัดตารางสอนในกรณีที่ผู้เรียนมีวิชาเรียนต่อเนื่องกัน ควรมีช่วงเวลาว่างระหว่างคาบเรียน
  3. ควรมีการสร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนมาเข้าเรียนตรงเวลาเช่น การทดสอบก่อนเรียนในแต่ละสัปดาห์ อย่างสม่ำเสมอ
  4. ควรทดลองวิธีการ การใช้สื่อ การจัดกิจกรรม หรือนวัตกรรมอื่นๆ เพื่อปรับพฤติกรรมการเข้าเรียนของผู้เรียน และให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ และกระตุ้นการอยากเข้าเรียน
  5. ควรมีการทดลองกับผู้เรียนที่เข้าเรียนช้า หรือ ไม่เข้าเรียน เป็นรายบุคคล

Active Learning MM อาจารย์ครับ…ผมคิดงานไม่ออก :(

เนื้อหาการเรียนการสอนรายวิชา ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking)


 

  • ปัญหา : นักศึกษาไม่มีความเข้าใจ และไม่มีกระบวนอย่างเป็นระบบ การคิดของสมองซึ่งมีความสามารถในการคิดได้หลากหลายและแปลกใหม่จากเดิม โดยที่สามารถนำไปประยุกต์ทฤษฎี หรือหลักการได้อย่างรอบคอบและมีความถูกต้อง

 

  • วิธีการแก้ปัญหา : เพิ่มเติมรูปแบบการเรียนการสอน เป็นวิธีคิดแบบมีระบบ หรือ Mind Map

 

  • วิธีการเรียนการสอน : Mind Map หรือ แผนที่ความคิด เป็นวิธีการบันทึกความคิดเพื่อให้เห็นภาพของความคิดที่หลากหลายมุมมอง ที่กว้าง และที่ชัดเจน โดยยังไม่จัดระบบระเบียบความคิดใดๆ ทั้งสิ้น เป็นการเขียนตามความคิด  ที่เกิดขึ้นขณะนั้น การเขียนมีลักษณะเหมือนต้นไม้แตกกิ่งก้านสาขาออกไปเรื่อยๆ ทำให้สมองได้คิดได้ทำงานตามธรรมชาติ และมีการจินตนาการกว้างไกล
  • โดยวิธีการสอน มีขั้นตอนดังนี้
    บรรยาเรื่อง แผนที่ความคิด ยังเป็นวิธีการหนึ่งที่ใช้ในการบันทึกความคิดของการอภิปรายกลุ่ม หรือการระดมความคิด โดยให้สมาชิกทุกคนเสนอความคิดเห็น และวิทยากรจะทำการจดบันทึกด้วยคำสั้นๆ คำโตๆ ให้ทุกคนมองเห็น พร้อมทั้งโยงเข้าหากิ่งก้านที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อรวบรวมความคิดที่หลากหลายของทุกคน ไว้ในแผ่นกระดาษแผ่นเดียว ทำให้ทุกคนได้เห็นภาพความคิดของผู้อื่นได้ชัดเจน และเกิดความคิดใหม่ต่อไปได้
  • Key Success :

    Mind Map มีประโยชน์ยังไง?

    ช่วยให้เราสามารถ…

    • เห็นภาพรวมของสิ่งต่างๆ
    • จำสิ่งต่างๆได้ดีขึ้น (เพราะสมองทำการเขื่อมโยงสิ่งที่เราต้องการจำ เมื่อมีการเชื่อมโยงจะทำให้จำได้แม่นขึ้น)
    • สามารถค้นพบไอเดียใหม่ๆ
    • หาข้อบกพร่อง/จุดอ่อน
    • วางแผนการทำงาน
    • จัดลำดับ Presentation ผลงาน / Story Board
    • ช่วยตัดสินใจ
    • คิดได้อย่างเป็นระบบ คิดครบ
    • จด/สรุป สิ่งที่ต้องการเรียนรู้ได้ในรูปแบบที่รวดเร็ว / ทบทวนได้ง่าย
    • การช่วยเรื่องของ Stakeholder Mapping / Networking / Connection

    Mind Map มีความพิเศษกว่าเครื่องมืออื่นยังไง?

    • Mind Map เลียนแบบการทำงานของสมอง โดย มีการใช้ภาพ สี และมีการเชื่อมโยงเหมือนกัน และกระตุ้นให้ใช้สมองทั้ง 2 ซีก
    • Mind Map สามารถนำไปประยุกต์ใช้และ Fusion รวมกับเครื่องมืออื่นๆ ได้อย่างแยบยล เรียกได้ว่ายิ่งรู้มาก ยิ่งนำไปประยุกต์ได้มากขึ้นอีก
  • mindmap-time 3d-thinking-mind-map 20130627174003

ขั้นตอนการเขียนบทความ (เบื้องต้น)

1. เมื่อ Login เข้าสู่ระบบแล้ว ท่านสามารถเข้าไปเขียนบทความได้โดย

1.1 คลิกที่ เรื่อง แล้วคลิกที่ เขียนเรื่องใหม่

1.2 ใส่ชื่อเรื่องที่ต้องการ

1.3 ใส่ข้อมูลเนื้อหาในบทความ

1.4 คลิกเลือกหมวดหมู่ ที่เกี่ยวกับบทความ

1.5 คลิกที่ เผยแพร่

Untitled6

ขั้นตอนการแก้ไขรหัสผ่านและข้อมูลส่วนตัว

1. เมื่อ Login เข้าสู่ระบบแล้ว ท่านสามารถเข้าไปแก้ไขรหัสผ่านได้โดย

1.1 คลิกที่ข้อมูลส่วนตัว

1.2 เลื่อนลงไปที่ การจัดการบัญชีแล้ว คลิกที่ สร้างรหัสผ่าน แล้วกำหนดรหัสผ่านที่ท่านต้องการ ถ้ารหัสผ่านอยู่ในระดับที่คาดเดาได้ง่าย ท่านจะต้องคลิกหน้าข้อความ ยืนยันการใช้งานรหัสผ่านที่ไม่ปลอดภัย

1.3 คลิกที่ อัพเดทข้อมูลส่วนตัว

1.4 จากนั้น ให้เลื่อนเม้ส์ไปชี้ที่ มุมบน ขวามือ แล้วคลิกที่ ออกจากระบบ เพื่อ เข้าสู่ระบบด้วยรหัสผ่านที่แก้ไขแล้ว

Untitled4 Untitled5

ขั้นตอนการสมัครสมาชิก

1. เปิดโปรแกรม Web Browser (Internet Explorer, Google Chrome, Safari ฯลฯ) แล้ว
1.1 เข้าไปที่ URL http://www.mct.rmutt.ac.th/km/wp-login
1.2 คลิกที่ ลงทะเบียน

Untitled

2. ใส่ข้อมูลของท่านโดย
2.1 ใส่ Username และ Email ของท่าน
2.2 คลิกที่ ลงทะเบียน แล้วแจ้งให้ผู้ดูแลระบบทราบ เพื่อทำการยืนยันการสมัครสมาชิก (แจ้งชิรพงษ์ ญานุชิตร โทรและ Line ID 086-375-3870)

Untitled2

3. เมื่อผู้ดูแลระบบได้ทำการยืนยันการสมัครสมาชิกแล้ว จะแจ้งรหัสผ่านเพื่อให้ท่านเข้าไป Login เพื่อแก้ไขข้อมูลส่วนตัว โดยท่านสามารถเข้าผ่าน URL http://www.mct.rmutt.ac.th/km/wp-login แล้ว
3.1 กำหนดชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่าน จากนั้น
3.2 คลิกที่ เข้าสู่ระบบ

Untitled3

Active Learning PC สุดยอดแห่งการเรียนรู้ (ครั้งที่ 1)

          สาขาเทคโนโลยีการถ่ายภาพและภาพยนตร์ได้รวบรวมการสอนแบบต่างๆ  โดยการสืบค้นข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ทั้งจากเอกสาร  หนังสือ  และอินเตอร์เน็ต  จากนั้นนำเข้าที่ประชุมแบบกลุ่มย่อย  โดยมีหัวหน้าภาควิชาร่วมในการดำเนินงานในครั้งนี้ ผลของการประชุม  ได้มีการนำเสนอในหลายๆ รูปแบบของ  Active Learning  ที่ต้องมีความเหมาะสมกับนักศึกษาสาขาเทคโนโลยีการถ่ายภาพและภาพยนตร์  ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นในครั้งที่ผ่านมาในการสอนคือ ปัญหานักศึกษาไม่สนใจในการเรียน  คนที่ไม่สนใจก็จะไม่สนใจ  แต่คนที่สนใจในการเรียนอยู่แล้วก็มีความสนใจกระตือรือล้นเป็นปกติ  ดังนั้นเราจะทำอย่างไรในนักศึกษาที่ไม่สนใจในการเรียน  กลับมาสนใจเรียนให้มากขึ้น  ทางสาขาเลยหาวิธี Active Learning แบบต่างๆ เช่น Cooperative Learning ,Collaborative Learning และอื่นๆ

จากการพูดคุยในที่ประชุม  มองเห็นปัญหาใหญ่ดังนี้

  1.  นักศึกษาไม่สนใจเพราะ ความไม่อยากเรียนส่วนตัว
  2. นักศึกษาติดเล่น ไม่ว่าจะเกมมือถือ การคุยตามกลุ่มของตัวเอง

3. บางคนไม่ค่อยอยากมีส่วนร่วมกับการเรียน  และคิดว่าตัวเองไม่มีความสำคัญต่อกลุ่ม

          จากการพบปัญหาต่างๆ  ได้มีข้อสรุปว่า  ให้ทดลองใช้หลักการ  Brainstorm เข้ามาลองแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาเพราะการ Brainstorm จะเป็นลักษณะเป็นการแสดงความคิดเห็นร่วมกันระหว่างสมาชิกในกลุ่ม เพื่อเป็นแนวทางสู่การวางแผนการดำเนินการ,การค้นหาสาเหตุของปัญหาเพื่อให้สมาชิกในกลุ่มเสนอแนวความคิดใหม่ๆขึ้น(ที่มา www.impressionconsult.com)

ประโยชน์ของการ Brainstorm 

1.  เมื่อต้องการตั้งหัวข้อของปัญหา

2.  เมื่อต้องการวิเคราะห์ปัญหา

3.  เมื่อต้องการหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ขั้นตอนในการระดมความคิดเห็น

1. กำหนดหน้าที่ของสมาชิกในกลุ่ม – กำหนดผู้นำวงประชุมและผู้จดบันทึก

2. ระดมความคิด – บันทึกทุกความคิดที่เสนอโดยไม่อภิปราย

3. จัดเรียงเนื้อหา – ให้เป็นหมวดหมู่

4. สรุปผล – เลือกแนวความคิดที่สอดรับกับโจทย์ ไปดำเนินการ

แนวทางการระดมสมองที่ดี

1. เปิดโอกาสให้สมาชิกทุกคน ได้แสดงความคิดเห็นอย่างเป็นอิสระ

2. รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น

3. เน้นให้มีปริมาณของความคิดเห็น ให้ออกมายิ่งมากยิ่งดี โดยที่ยังไม่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและเหตุผล (Free Thinking)

4. พยายามให้สมาชิกมีแนวความคิดออกมาหลากหลาย

5. ไม่ควรมีการวิพากษ์วิจารณ์ข้อดีข้อด้อยของความคิดเห็นที่ถูกเสนอขึ้นมา ในระหว่างที่มีการแสดงความคิดเห็น

 

เมื่อทราบถึงประโยชน์  ขั้นตอน และแนวทางการ Brainstorm แล้ว  ทางที่ประชุมได้สรุปและให้นำหลักการนี้ไปใช้ในรายวิชาต่างๆ ในส่วนของผมได้ใช้ในวิชาการเตรียมความพร้อมสหกิจศึกษา ต่อไป

Active Learning AP ครั้งที่ 1

การเรียนการสอนแบบ Active Learning (JIGSAW)

STEP 1 : แบ่งเนื้อหาที่สอนออกเป็น 3-4 ส่วน จากนั้นแบ่งนักศึกษาเป็นกลุ่ม กลุ่มละเท่าๆกัน

STEP 2 : แบ่งเนื้อหาแต่ละส่วนให้กับนักศึกษา อ่านและศึกษาเนื้อหาในส่วนที่ตนเองได้รับ

STEP 3 : ให้นักศึกษาแบ่งปันและแลกเปลี่ยนเนื้อหาของตนเองกับสมาชิกคนอื่นจนครบถ้วน

STEP 4 : นักศึกษาร่วมกันสรุปเนื้อหาที่ได้รับ

 

 

อ้างอิงจาก : การเรียนเชิงรุกและเทคนิควิธีการจัดการเรียนการสอนที่เน้นการเรียนเชิงรุก

ดร.วัชรี เกษพิชัยณรงค์ และดร.น้ำค้าง ศรีวัฒนาโรทัย

file:///Users/chanida/Downloads/activelearning-mahidol.pdf

Active Learning PT บทสรุปการอบรม KM MCT ครั้งที่ 1 ของหลักสูตรเทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิทัลและบรรจุภัณฑ์

บทสรุปการอบรม KM MCT ครั้งที่ 1 ของหลักสูตรเทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิทัลและบรรจุภัณฑ์

หลักสูตรเทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิทัลและบรรจุภัณฑ์ ได้ส่งคณะกรรมการประจำหลักสูตรได้เข้าร่วมการอบรม KM เพื่อเป็นการระดมสมองและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดรูปแบบการสอนที่เหมาะกับนักศึกษาของหลักสูตรเทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิทัลและบรรจุภัณฑ์ โดยได้ข้อสรุปในการดำเนินการระดมสมองของหลักสูตรและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากผู้เข้าร่วมอบรม KM โดยจะใช้รูปแบบการเรียนเชิงรุก (Active Learning)  นำไปทดลองใช้ในบางรายวิชาที่เปิดสอนเทอม 2/2558 ของหลักสูตรที่เปิดสอนของคณะกรรมการประจำหลักสูตรที่เข้าร่วมอบรม KM ของคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน

โดยรูปแบบการเรียนเชิงรุก (Active Learning) คือ การเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ กับการเรียนการสอน กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดขั้นสูง (Higher-Order Thinking) ด้วยการวิเคราะห์ สังเคราะห์และประเมิน ค่า ไม่เพียงแต่ฟัง ผู้เรียนต้องอ่าน เขียน ถามคำถาม อภิปรายร่วมกันและลงมือปฏิบัติจริง โดยต้องคำนึงถึง ความรู้เดิมและความต้องการของผู้เรียนเป็นสำคัญ ทั้งนี้ผู้เรียนจะถูกเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับความรู้ไปสู่การมี ส่วนร่วมในการสร้างความรู้

 

จัดทำโดย

นายอัครเดช ทองสว่าง

นายกานต์พิชชา  สุวรรณวัฒนเมธี

นายเอกชัยโถเหลือง

Active Learning PC กิจกรรมการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน

เมื่อ…ยังไม่มีกล้องดิจิตอลสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว (DSLR)

วิชาการถ่ายภาพเพื่อการสื่อสาร คงปฏิเสธไม่ได้ว่ารายวิชาดังกล่าวเป็นรายวิชาพื้นฐานที่สำคัญสำหรับนักศึกษาที่ศึกษาในแขนงวิชาทางด้านเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน  ซึ่งนักศึกษาชั้นปีที่ื 1 เกือบทุกหลักสูตรและเกือบทุกคนต้องเรียน   สำหรับในปีการศึกษา 2558 กิจกรรมการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาการถ่ายภาพเพื่อการสื่อสาร  นักศึกษาทุกคนจำเป็นต้องมีกล้องดิจิตอลสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว (DSLR) เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งในการฝึกทักษะปฏิบัติเชิงวิชาชีพที่สำคัญ  เมื่อนักศึกษาทุกคนสามารถครอบครองกล้องดิจิตอลสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว (DSLR) ได้ยอมส่งผลให้นักศึกษามีโอกาสพัฒนาทักษะทางด้านการถ่ายภาพสูงขึ้น..

..แต่นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่เรียนในวิชาดังกล่าวไม่มีความสามารถในการครอบครองเครื่องมือ/อุปกรณ์การเรียนการสอนดังกล่าวได้ทุกคน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในภาคปฏิบัติโดยตรง นักศึกษาที่มีความสามาถในการครอบครองกล้องดิจิตอลสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว (DSLR) จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนในภาคปฏิบัติได้ดี แต่นักศึกษาในกลุ่มที่ยังไม่มีความพร้อมในการครอบครองกล้องดิจิตอลสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว (DSLR) จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนในภาคปฏิบัติไม่ดีเท่าที่ควร จากปัญหาดังกล่าวที่พบในชั้นเรียนผู้สอนดำเนินการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น ดังนี้

  1. ให้นักศึกษาจับกลุ่มโดยกำหนดเงื่อนไข : ทุกกลุ่มจะต้องมีสมาชิกที่ไม่มีกล้องถ่ายภาพ
  2. เมื่อนักศึกษาจับกลุ่มเรียบร้อย
  3. กำหนดโจทย์กิจกรรม เพื่อลงมือฝึกปฏิบัติตามหัวข้อที่ได้เรียน (3-5 กิจกรรม)
  4. กำหนดเงื่อนไขในกิจกรรม : โดยอาจารย์สามารถสุ่มถามสมาชิกคนใดก็ได้ภายในกลุ่ม (2-3 ข้อต่อกิจกรรม) ซึ่งนักศึกษาสามารถปรึกษาหารือกันได้ภายในกลุ่มค้นหาคำตอบ แต่นักศึกษาที่เป็นผู้ถูกถามจะเป็นผู้อธิบายให้กับอาจารย์แต่เพียงผู้เดียวและกลุ่มใดสามารถตอบคำถามได้ครบและถูกต้องจะได้กลับบ้านก่อน
  5. ลงพื้นที่ฝึกปฏิบัติภายนอกห้องเรียน โดยนักศึกษาแต่ละกลุ่มแยกย้ายลงมือปฏิบัติตามโจทย์ที่ได้รับ
  6.  เมื่อนักศึกษาฝึกปฏิบัติตามโจทย์ที่ได้รับครบถ้วน ให้จับกลุ่มและชูมือขึ้น ตามลำดับ (ก่อน-หลัง)
  7. อาจารย์จะสุ่มถามกับนักศึกษาตามเงื่อนไขที่กำหนด
  8. นักศึกษากลุ่มใดไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจน จะถูกเปลี่ยนลำดับให้ไปอยู่ท้ายโดยนักศึกษาที่เป็นผู้ถูกถามจะต้องเป็นผู้ลงมือฝึกปฏิบัติงานตามโจทย์ที่ให้อีกครั้ง (ระหว่างนี้อาจารย์จะอธิบายข้อมูลเพิ่มเติมกับนักศึกษาภายในกลุ่ม เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจโจทย์เพิ่มขึ้น)

ผลที่ได้จากกิจกรรมดังกล่าว

  1. นักศึกษาทุกคนมีส่วนร่วม มีความกระตือรือร้น ในกิจกรรมการเรียนการสอน
  2. นักศึกษามีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ ความเข้าใจและทักษะการใช้กล้องถ่ายภาพดิจิตอล เพิ่มเติมจากการเรียนการสอนภายในห้องเรียน โดยสังเกตจากสมาชิกภายในกลุ่มที่มีบทบาทหน้าที่ภายในกลุ่ม และช่วยกันอธิบายให้กับเพื่อนที่เป็นผู้ถูกถาม หรือเพื่อนที่สงสัยเพิ่มขึ้น
  3. นักศึกษามีการตั้งประเด็นคำถามและข้อสงสัยที่เกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินกิจกรรมเพิ่มมากขึ้น

จากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดกิจกรรมในการเรียนการสอนดังกล่าว ทำให้นักศึกษาที่ยังไม่มีความพร้อมมีโอกาสได้เรียนรู้ไปพร้อมกับเพื่อที่มีกล้องดิจิตอลสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว (DSLR) และอาจารย์ผู้สอนมีโอกาสได้เรียนรู้ และเข้าใจนักศึกษาแต่ละคนเพิ่มขึ้น

group

Active Learning AP จะทำอย่างไร???…เมื่อนักศึกษาสอบเปิดโครงการปริญญานิพนธ์ไม่ทันกำหนดเวลา

จะทำอย่างไร???…เมื่อนักศึกษาสอบเปิดโครงการปริญญานิพนธ์ไม่ทันกำหนดเวลา

อาจารย์หลายท่านคงเคยประสบปัญหากับการบันทึกเกรด I ทั้งห้องหรือ I เกิน 80% ในรายวิชาการศึกษาเฉพาะทาง1  เนื่องจากนักศึกษาไม่สามารถหาหัวข้อหรือไม่สามารถดำเนินการจัดทำเล่มเพื่อขอสอบโครงการปริญญานิพนธ์ได้สำเร็จตามระยะเวลาที่หลักสูตรกำหนดไว้

สาขาเทคโนโลยีการโฆษณาและประชาสัมพันธ์เองก็เคยพบเจอกับปัญหานี้บ่อยๆ คือไม่สามารถที่จะบันทึกเกรดได้ตามระยะเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนดได้ เนื่องจากนักศึกษามีปัญหาในเรื่องของการจัดทำเล่มโครงการปริญญานิพนธ์จึงทำให้เกิดความล่าช้า ซึ่งแต่เดิมทางสาขาฯ ได้กำหนดขั้นตอนในการขอเปิดโครงการปริญญานิพนธ์ไว้ ดังนี้

1. นักศึกษาลงทะเบียนเรียนวิชาการศึกษาเฉพาะทาง 1

2. นักศึกษาส่งหัวข้อโครงการปริญญานิพนธ์ให้อาจารย์ผู้สอน เพื่อพิจารณาหัวข้อฯ

3. เมื่อได้หัวข้อเรียบร้อยแล้วนักศึกษาจะดำเนินการหาอาจารย์ที่ปรึกษาปริญญานิพนธ์

4. ดำเนินการจัดทำเล่มเพื่อเสนอโครงการปริญญานิพนธ์

5. อาจารย์ผู้สอนรวบรวมหัวข้อและจัดคณะกรรมการสอบหัวข้อปริญญานิพนธ์ตามความเหมาะสมและความถนัดของอาจารย์

6. นักศึกษาส่งเล่มให้คณะกรรมการก่อนสอบอย่างน้อย 2 วัน

7. ดำเนินการสอบเปิดหัวข้อปริญญานิพนธ์

8. แก้ไขเล่มโครงการปริญญานิพนธ์ตามคำแนะนำของคณะกรรมการสอบและจัดส่งเล่มที่แก้ไขแล้ว เพื่อให้คณะกรรมการสอบตรวจสอบและให้คะแนนต่อไป

 

ปัญหาที่พบคืออะไร???

1. นักศึกษามักจะส่งเล่มล่าช้ากว่าเวลาที่กำหนด เช่นกำหนดให้ส่งเล่มก่อนสอบเปิดโครงการอย่างน้อย 2 วัน แต่นักศึกษาส่งเล่มก่อนสอบแค่วันเดียวหรือส่งเล่มในวันสอบเลย

2. นักศึกษาที่ได้ตารางสอบวันหลังๆ จะมีเวลาในการจัดทำเล่มนานกว่าจึงเป็นการได้เปรียบในเรื่องของเวลาในการดำเนินการจัดทำเล่มปริญญานิพนธ์ (มีนักศึกษาบางรายมาเรียกร้องความเป็นธรรม)

 

แก้ปัญหาอย่างไร???

1. ทางสาขาฯ ได้ทำการกำหนดตารางสอบและแจ้งให้นักศึกษาทราบก่อนประมาน 1-2 เดือน เพื่อให้นักศึกษาได้เตรียมตัวในการวางแผนการจัดทำเล่มเพื่อขอเสนอโครงการปริญญานิพนธ์ให้เสร็จทันเวลา

2. การจัดส่งเล่มฯ ทางสาขาฯ ได้เปลี่ยนวิธีการจัดส่งเล่ม จากการกำหนดให้ส่งเล่มก่อนสอบ 2 วันเป็น กำหนดวันส่งเล่มเป็นวันเดียวกันทุกคน เพื่อกระตุ้นให้นักศึกษาดำเนินการจัดทำเล่มให้แล้วเสร็จ

3. กำหนดเงื่อนไขการส่งเล่ม หากส่งไม่ทันกำหนดจะไม่ได้เสนอโครงการปริญญานิพนธ์

 

ได้ผลอย่างไร???

1. นักศึกษามีความกระตือรือร้นในการจัดทำเล่มโครงการปริญญานิพนธ์มากขึ้น

2. นักศึกษาสามารถวางแผนการดำเนินงานจัดทำโครงการขอเสนอปริญญานิพนธ์เพื่อให้เสร็จทันเวลา

 

จากการทดลองแนวทางการจัดการเรียนการสอนดังกล่าวในภาคการศึกษาที่ผ่านมาถึงแม้จะพบว่านักศึกษามีการจัดการดำเนินการทำปริญญานิพนธ์ที่รวดเร็วและทันเวลามากขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ยังมีปัญหาที่พบใหม่คือปริญญานิพนธ์ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร แล้วเราต้องทำอย่าไงไรต่อไปล่ะ? นี่คือปัญหาที่ทางสาขาฯ จะต้องดำเนินการแก้ไขต่อไป

1403441570-3hin-o

Research แนวทางการเขียนบทความวิจัย

 

แนวทางการเขียนบทความวิจัย

1. กําหนดจุดมุ่งหมายในการเขียนบทความวิจัย นักวิจัยต้องกําหนดจุดมุ่งหมายว่าจะเขียนบทความ วิจัยเพื่อพิมพ์เผยแพร่ในวารสารหรือการประชุมระดับใด ระดับชาติ หรือระดับภูมิภาค หรือระดับนานาชาติ ผู้อ่าน บทความวิจัยเป็นเป็นใคร รูปแบบการนำเสนอเป็นอย่างไร ทั้งนี้เพื่อจะได้วางแนวทางการเขียนบทความวิจัยให้เหมาะสม และส่งตามกำหนดเวลาเปิดรับบทความ

2. การวางโครงร่าง (outline) และการเขียนบทความวิจัยฉบับร่าง นักวิจัยผู้เขียนบทความวิจัยต้อง มีความเข้าใจกระจ่างแจ้งในรายงานวิจัยที่จะนํามาเขียนเป็นอย่างดี และรอบรู้ รูปแบบการเขียนบทความวิจัยจึงจะ สามารถเขียนบทความวิจัยได้ดี เมื่อได้วางโครงร่างบทความวิจัยแล้ว นักวิจัยควรจัดลําดับความคิด และเรียบเรียง เนื้อหาสาระเขียน    เป็นฉบับร่าง จากนั้นทิ้งไว้ 1-2 สัปดาห์จึงนํามาอ่านเพื่อปรับปรุงลีลา และภาษา ตลอดจนแบบการ เขียนให้ถกต้องตามรูปแบบของบทความวิจัย หลักการในการเขียนบทความวิจัยเป็นหลักการเดียวกับการเขียนเอกสารวิชาการโดยทั่วไป ซึ่งมีหลักการดังนีๅการเสนอเนื้อหา ควรนําเสนอสาระสําคัญจากงานวิจัยอย่างตรงไปตรงมา ชัดเจน ถูกต้องและสมบูรณ์

3. การจัดพิมพ์บทความวิจัยตามรูปแบบที่เป็นมาตรฐานสากล หรือ ตามรูปแบบการนำเสนอที่กำหนด

4. จ่ายเงินค่าตีพิมพ์และนำเสนอผลงานวิจัยให้เรียบร้อย

 

Research วิธีการเขียนงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในระดับชาติได้

  1. ศึกษาหัวข้อที่เป็นเทรด์ที่สังคมต้องการหรือให้ความสนใจในเรื่องที่ผู้เขียนต้องการลงตีพิมพ์
  2. ศึกษากระบวนการและรูปแบบการเขียนบทความวิชาการที่ถูกต้อง ยกตัวอย่างเช่น การเขียนบทความลงในวารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขั้นแรกต้องเตรียมต้นฉบับและ การส่งต้นฉบับโดยต้องเลือกประเภทที่จะส่ง ดังนี้ 1. บทความวิชาการ หมายถึง งานเขียนซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เป็นความรู้ใหม่ กล่าวถึงความเป็นมา ของปัญหา วัตถุประสงค์ แนวทางการแก้ปัญหา มีการใช้แนวคิดทฤษฎี ผลงานวิจัยจากแหล่งข้อมูล สรุป เช่น หนังสือ วารสารวิชาการ อินเตอร์เน็ต ประกอบการวิเคราะห์วิจารณ์ เสนอแนวทางการแก้ไข  2. บทความวิจัย หมายถึง เป็นการน าเสนอผลการวิจัยอย่างเป็นระบบ กล่าวถึงความเป็นมาและ ความส าคัญของปัญหา วัตถุประสงค์ การดำเนินการวิจัย  3. บทวิจารณ์หนังสือ (book review) หมายถึง บทความที่วิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาสาระ คุณค่า และ คุณูปการของหนังสือ บทความ หรือผลงานศิลปะ อาทินิทรรศการทัศนศิลป์ และการแสดงละครหรือดนตรี โดยใช้หลักวิชาและดุลพินิจอันเหมาะสม 4. บทความปริทัศน์ (review article) หมายถึง งานวิชาการที่ประเมินสถานะล่าสุดทางวิชาการ (State of the art) เฉพาะทางที่มีการศึกษาค้นคว้า มีการวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้ทั้งทางกว้างและ ทางลึกอย่างทันสมัย โดยให้ ข้อวิพากษ์ที่ชี้ให้เห็นแนวโน้มที่ควรศึกษาและพัฒนาต่อไป
  3. การเตรียมต้นฉบับ 1. พิมพ์ผลงานทางวิชาการควรจัดพิมพ์ด้วย Microsoft Word for Windows 2003 หรือ 2007 บน กระดาษขนาด A4 ดังนี้ พิมพ์ห่างจากขอบกระดาษด้านบน 3 ซม. ด้านล่าง 2 ซม. และด้านซ้าย 2.5 ซม. ด้านขวา 2.5 ซม. ใช้อักษร TH SarabunPSK ขนาดของตัวอักษรเท่ากับ 16 ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รายละเอียดดังตาราง และใส่เลขหน้ากึ่งกลางล่าง ตั้งแต่ต้นจนจบบทความยกเว้นหน้าแรก จ านวนไม่เกิน 15 หน้า
  4.  บทคัดย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ไม่ควรเกิน 1 หน้ากระดาษ มีความยาวไม่เกิน 250 ค า จะต้องพิมพ์ค าส าคัญ (Keywords) จ านวนไม่เกิน 5 ค า บทความภาษาไทยและบทความภาษาอังกฤษจะต้องมี บทคัดย่อและค าส าคัญทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษทุกบทความ
  5. เนื้อหา (ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) จัดพิมพ์เนื้อหาให้จัดพิมพ์เป็น Single Space 4. ถ้ามีรูปภาพ/ตารางประกอบ ควรมีภาพที่ชัดเจน ถ้าเป็นรูปถ่ายควรมีภาพถ่ายจริงแนบมาด้วย และ จัดเรียงตามล าดับหรือหมายเลขที่อ้างถึงในบทความ โดยวิธีเขียนควรระบุชื่อตารางไว้เหนือตารางแต่ละตาราง และระบุชื่อหรือค าอธิบายภาพ แต่ละภาพไว้ใต้ภาพนั้น ๆ 5. เอกสารอ้างอิง เขียนแยกผลงานภาษาไทยและภาษาอังกฤษ (เรียงตามล าดับตัวอักษร) ตาม format ที่ก าหนด และผู้ส่งบทความจะต้องตรวจสอบความถูกต้องและสมบูรณ์ของการอ้างอิง ในกรณีที่ผู้ส่ง บทความต้องการอ้างอิงในเนื้อหาผู้ส่งบทความ กรณีผู้แต่งเป็นชาวต่างชาติ ให้ใช้ชื่อสกุลตามด้วยปีที่ตีพิมพ์ใน วารสาร เช่น (Voss, 1998) หรือ Voss (1998) แล้วแต่โครงสร้างประโยค และ (Paul et al., 1999) หรือ Paul et al. (1999) ในกรณีที่ผู้แต่งมากกว่า 3 คนขึ้นไป ส าหรับการอ้างอิงเอกสารภาษาไทยให้ใส่ชื่อและ นามสกุลของผู้แต่ง ตามด้วยปี พ.ศ. เช่น (กริช สืบสนธิ์, 2545) หรือ กริช สืบสนธิ์(2545) และ (ด ารง สืบสกุลและคณะ, 2550) หรือ ด ารง สืบสกุล และคณะ (2550) ในกรณีที่ผู้แต่งมากกว่า 3 คนขึ้นไป เป็นต้น (รายละเอียดเพิ่มเติม ดูได้จาก http://acad.vru.ac.th)
  6. ผลงานวิชาการที่ส่งมาต้องไม่ได้รับการเผยแพร่ที่ใดมาก่อน
  7. การส่งต้นฉบับ จะต้องส่งเอกสาร บทความ จ านวน 2 ฉบับ และแบบฟอร์มส่งบทความ 1 ฉบับ พร้อมทั้ง CD บันทึกข้อมูลของเนื้อหาจ านวน 1 แผ่น
  8. ส านักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียนน าบทความที่ท่านส่งมาเสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อประเมิน คุณภาพความเหมาะสมของบทความก่อนการตีพิมพ์ ในกรณีที่ผลการประเมินระบุให้ต้องปรับปรุงหรือแก้ไข ผู้เขียนจะต้องด าเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์นับจากวันที่ได้รับผลการประเมินบทความ
  9. ผู้เขียนที่แก้ไขบทความเรียบร้อยแล้ว กรุณาส่งบทความของท่านมายังส านักส่งเสริมวิชาการและ งานทะเบียน จ านวน 1 ฉบับ พร้อมบันทึกข้อมูลลงแผ่นบันทึกข้อมูลก่อนส่งให้กองบรรณาธิการด าเนินการ ต่อไป
  10. บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ผู้เขียนจะได้รับ reprint บทความ 4 ฉบับ และวารสารวไลยอลงกรณ์ ปริทัศน์จ านวน 2 เล่ม
  11. รูปแบบ และตัวอย่างการเขียนต้นฉบับ สามารถดูเพิ่มเติมได้จากเวปไซต์http://acad.vru.ac.th ส่งต้นฉบับมายัง ส านักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เลขที่ 1 พหลโยธิน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โทรศัพท์ 0-2529-0674-7 ต่อ 122,123,244 โทรสาร 0-2529-3598 หรือ E-mail: Tabianvru@hotmail.com

Active Learning AP 4ปีที่เรียนมา จบช้าเพราะปริญญานิพนธ์

ปัญหานักศึกษาตกค้าง จบช้า ส่วนมากมีสาเหตุจากวิชาการศึกษาเฉพาะทาง แรกเริ่มเดิมที วิชาที่นักศึกษาเรียกว่า ปริญญานิพนธ์บ้าง สารนิพนธ์บ้าง โปรเจ็คจบบ้าง เริ่มต้นมาแรกๆ ก็กระตือรือร้นดี หัวข้อนั้นได้มั้ย หัวข้อนี้ได้มั้ย ถ้าได้หัวข้อก็ดีไป นักศึกษาก็จะดำเนินการต่อในขั้นตอนต่อๆไป กลุ่มไหนที่หาไม่ได้ก็จะล่าช้าไปเรื่อยๆ กว่าจะได้สอบก็ช้ากว่าเพื่อน กลายเป็นปัญหาสะสมมาเรื่อยๆ

การแก้ปัญหา

จากเดิมอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นผู้ติดตามการทำงานของนักศึกษา รวมทั้งประเมินว่าปริญญานิพนธ์เรื่องดังกล่าวมีความพร้อมเพียงพอที่จะสอบเปิดหัวข้อหรือไม่ จากวิธีนี้ทำให้เกิดการล่าช้าเนื่องจากความไม่พร้อมของนักศึกษา ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความสามารถในการทำงานไม่เท่ากัน กว่านักศึกษาจะมีความพร้อม บางกลุ่มอาจจะใช้เวลานาน แต่จะทำให้ได้งานที่มีความพร้อมมากที่สุด

ต่อมาได้มีการกำหนดวันสอบเพื่อกำหนดระยะเวลาให้กับนักศึกษาทุกคน โดยมีการกำหนดวันที่อย่างชัดเจน และได้มีการแจ้งแก่นักศึกษาเพื่อให้นักศึกษาทราบระยะเวลาของตัวเอง

 

หลังจากกำหนดระยะเวลาให้กับนักศึกษา ผลตอบรับที่ได้คือ นักศึกษามีความสนใจติดตามงานมากขึ้น มีพัฒนาการของงานที่ดีขึ้น และการเข้าพบอาจารย์ที่ปรึกษามีความต่อเนื่องมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงใกล้กำหนดวันสอบ

Active Learning PC เรื่องเรียนผม….ไม่สน

ปัญหาเรื่องนศ.ที่ไม่ชอบเรียน ก็ไม่เรียนอยู่ดี

      ปัญหาที่เกิดจากนศ.บางคนที่ไม่ชอบในการเรียนบางวิชา ก็ไม่สนใจในการเรียนและพยายามชวนเพื่อนๆ ไม่เรียนไปด้วย  ผมมีความสนใจนศ.กลุ่มที่ไม่ชอบเรียน  ผมมองว่า นศ.ที่สนใจเรียนจะพยายามศึกษาและค้นคว้าหาความรู้  และสอบถามจากอาจารย์อยู่ตลอดเวลา  ส่วน นศ.ที่ไม่เรียน นศ.กลุ่มนี้จะเรียนอย่างไม่ได้หวังในเรื่องของความรู้  แต่จะหวังในเรื่องของเกรดที่ขอแค่ ผ่านอย่างเดียว   จะทำอย่างไรให้ นศ. ที่ไม่สนใจกลับมาสนใจ  หรือมีวิธีใดบ้างที่ทำให้เค้ากลับมา  ” เรียนเพื่อเอาความรู้ “

 

       วิธีแก้ไขปัญหา

        1.  ให้นศ.ที่ไม่สนใจเรียนมีส่วนร่วมกับการเรียนมากขึ้น  เช่น การถามคำถาม  การปฏิบัติ

        2. ให้นศ.ที่ไม่สนใจเรียนเป็นผู้ช่วยในการสอน  เช่น การมอบหมายงาน  ช่วยเตรียมสื่อการสอน

        3. ติดตามและตามงานกับนศ.เป็นพิเศษ

 

         Key Success

 

        1. ผู้สอนให้ความสำคัญกับนักศึกษาที่ไม่สนใจเรียนมากขึ้น

 

 

Active Learning AP ปัญหาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของนักศึกษา

ปัญหาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของนักศึกษา
juggling-language-11

สภาพปัญหา

ภาษาอังกฤษมีความสำคัญในการเรียนรู้เทคโนโลยี แต่นักศึกษายังขาดทักษะในการใช้ภาษาอังกฤษไม่ว่าจะเป็นด้านการพูด อ่าน หรือ การเขียน เนื่องจากการขาดการใช้งานในชีวิตประจำวัน และการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ประสบปัญหาในการเรียนรู้และการแข่งขันในระดับสากล


วิธีแก้ปัญหา

1.มีการวัดทักษะเบื้องต้น เพื่อให้ทราบระดับความรู้ทางภาษาเพื่อจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละกลุ่ม

2.ใช้สื่อการสอนที่มีเนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษ โดยมีบทบรรยาย เช่นคลิปจากภาพยนตร์ โฆษณา หรือ เพลง ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพื่อง่ายต่อการจดจำ เลือกประโยคสนทนาจากสื่อมาอภิปราย

3.สอดแทรกภาษาอังกฤษในเนื้อหาการสอน ศัพท์เบื้องต้นและศัพท์เฉพาะทางของสาขาที่ศึกษา รูปประโยคสนทนาที่ใช้ในวิชาชีพ

4.จับกลุ่มนำเสนอโดยใช้แบบบทบาทสมมุติ ประโยคสนทนาภาษาอังกฤษในเนื้อหารายวิชา

5.ประเมินผลผู้เรียนเพื่อปรับปรุงรูปแบบการสอนในครั้งต่อไป


Key Success

จัดเนื้อหาให้เหมาะสมกับผู้เรียน

การให้กำลังใจเพื่อให้กล้าแสดงออก

การฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง

การประเมินวิธีการสอนแล้วปรับปรุง

เครดิตรูป http://www.everydaylanguagelearner.com/2012/01/30/language-learning-tip-use-music-learn-foreign-language/

Active Learning AP ความพิการที่มองเห็น แต่ไม่ได้ยิน…

ในปีการศึกษาที่ผ่านมาได้รับมอบหมายให้ทำการสอนนักศึกษาเทียบโอน สาขาเทคโนโลยีการพิมพ์ รหัส PT5811 ในรายวิชาเทคโนโลยีการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นวิชาแกน ดังนั้นกระบวนการจัดการเรียนการสอนสำหรับรายวิชานี้จะใช้สื่อการสอนคือ Power point ร่วมกับการบรรยายเป็นหลัก อาจารย์ผู้สอนทุกคนจะใช้เครื่องมือชุดเดียวกัน แตกต่างกันที่เทคนิคในการสอนของแต่ละคน

นักศึกษา PT5811 ที่ลงทะเบียนเรียนวิชานี้มีทั้งสิ้น 35 คน พบว่ามีนักศึกษา 5 คน ที่มีภาวะพิการทางการได้ยิน ซึ่งก่อนการทำการเรียนการสอนนั้นมีการแลกเปลี่ยนกับนักศึกษาโดยตรง และขอคำแนะนำในการใช้เทคนิคสื่อสารของเพื่อนในห้อง ได้ความว่านักศึกษากลุ่มนี้บางคนจะสามารถได้ยินถ้าผู้พูดใช้เสียงดัง บางคนใช้เทคนิคในการอ่านปากผู้พูด ดังนั้น ผู้สอนควรจะพูดช้าๆ อ้าปากกว้างๆ

ในการดำเนินการเรียนการสอนครึ่งเทอมแรก พบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่มีผลการเรียนที่แตกต่างกันตั้งแต่ ดีมาก ดี พอใช้ และต้องปรับปรุง ซึ่งนักศึกษาที่มีปัญหาทางการรับฟังนี้อยู่ในกลุ่มพอใช้ ไปจนถึงต้องปรับปรุง กล่าวได้ว่าเป็นกลุ่มที่ทำคะแนนได้น้อย เมื่อสอบถามก็พบว่า นักศึกษาบางคนตามเนื้อหาไม่ทัน แต่ไม่แจ้งผู้สอนเนื่องจากกลัวเป็นภาระให้เพื่อน จึงเลือกที่จะทำความเข้าใจกับเนื้อหาเอง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

ดังนั้น ในครึ่งเทอมหลัง ผู้สอนจึงเลือกใช้การเรียนการสอนโดยให้กิจกรรมฝึกทักษะที่สอดคล้องกับเนื้อหาเพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการทบทวนความรู้ทั้งนักศึกษาที่ฟังได้ปกติ และนักศึกษาที่มีภาวะพิการทางการรับฟังไปพร้อมๆ กัน พบว่านักศึกษากลุ่มนี้ให้ความร่วมมือกับกิจกรรมเป็นอย่างดี แต่ด้วยข้อจำกัดทางด้านทักษะบางอย่างจึงอาจจะยังเห็นความแตกต่างของนักศึกษาทั้งสองกลุ่มอยู่พอสมควร แต่ทั้งหมดก็อยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้

แต่อย่างไรก็ดี คะแนนรวมของนักศึกษากลุ่มนี้ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ปานกลางไปจนถึงต้องปรับปรุงเช่นเดิม เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว จึงควรมีการเตรียมสื่อเฉพาะสำหรับนักศึกษาที่มีปัญหาทางร่างกายเฉพาะทางแบบนี้ในอนาคตต่อไป

โดยสรุป ปัจจัยที่ทำให้การเรียนการสอนกับนักศึกษาที่มีภาวะบกพร่องทางการได้ยินบรรลุผลคือ การปรับรูปแบบ และเพิ่มกระบวนการเรียนการสอนเฉพาะกลุ่มเพิ่มเติม ได้แก่

  1. กระบวนการเรียนการสอนในห้อง มีการปรับเทคนิคการเรียนการสอนดังนี้
    1. พูดอธิบายให้ช้าลง
    2. ใช้เสียง / เครื่องเสียงที่ดังขึ้น
    3. ใช้กิจกรรมสรุปความเข้าใจ / ทวนความรู้จากการเรียนการสอน
    4. นำเสนอผลงานในห้องโดยให้นักศึกษาที่บกพร่องทางการได้ยินมีบทบาทร่วม เช่น เป็นผู้บรรยายภาษามือ หรือเป็นนักแสดง เป็นต้น
    5. ใช้สื่อที่มีคำอธิบายที่มีความละเอียดมากขึ้น
  2. กระบวนการเรียนการสอนนอกห้อง
    1. ใช้เครื่องมือ Social Network ให้เป็นประโยชน์ ด้วยการ สรุปเนื้อหาที่สอน ย้ำโจทย์งานที่แจกในห้องเรียน และยกตัวอย่างงานที่ต้องการให้ผลิต เพื่อลดจินตนาการของนักศึกษา
    2. มีการส่งข้อความ (Chat) เพื่อตรวจปรับความรู้ ความเข้าใจของนักศึกษากลุ่มนี้ โดยตรงแบบตัวต่อตัว หรือ ตัว ต่อกลุ่ม

ข้อสังเกตหนึ่งที่อาจเกี่ยวข้องกับผลการเรียนการสอนของนักศึกษากลุ่มนี้คือ การทดลองใช้การวัดผลกลางภาคและปลายภาคด้วยข้อสอบกลางแบบปรนัย ร่วมกับ อัตรนัย (ปกติจะใช้อัตรนัยเพียงอย่างเดียว) ซึ่งผู้เรียนจะต้องทำความเข้าใจกับเนื้อหาทั้งหมดเพื่อให้ครอบคลุมกับการเรียนการสอน ถ้าผู้เรียนไม่ทำการทบทวน หรือเรียนรู้เนื้อหาที่อยู่ในสื่อนอกเหนือจากที่ผู้สอนได้เน้นไป อาจจะทำให้ขาดทักษะในการตอบคำถามบางข้อได้เช่นกัน ปัญหานี้เกิดขึ้นทั้งกับเด็กที่มีภาวะปกติและพิการ ไม่แตกต่างกัน

Active Learning DM Blended-Learning การผสมผสานการเรียนออนไลน์กับในห้องเรียน

เมื่อหนูติดอินเทอร์เน็ต…..

ถ้าถามว่า Internet เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเราอย่างไร? แน่นอน…Internet ได้เข้ามาในกิจวัตรประจำวันของเรา ตั้งแต่ตื่นนอน ขอเช็ค facebook เช็ค Line หน่อย ว่ามีอะไรอัฟเดทบ้างนะ วันนี้มีประเด็นร้อนๆ น่าสนใจบ้าง… จนกระทั่งก่อนเข้านอนก็ขอหยิบสมาร์ทโฟน มาเช็คซะหน่อย หากสัญญาณอ่อนไป หรือ 3G หมด นี่แทบขาดใจใช่มั้ยล่ะ? ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่แค่นักศึกษานะคะ…อาจารย์ก็เช่นกัน 🙂
หากจะมองว่าเป็นปัญหา ที่นักศึกษาได้ให้ความสนใจกับสมาร์ทโฟนที่อยู่ในมือ มากกว่าอาจารย์ที่กำลังสอนหนังสืออยู่ข้างหน้าชั้น ก็เป็นปัญหาที่อาจารย์ทุกท่านต้องเจอปัญหานี้อย่างแน่นอน แล้วเราจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร….?

สำหรับวิธีการแก้ปัญหานั้น…..มีดังนี้ค่ะ…

  • อย่ามองว่าเป็นปัญหา….. ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ไม่ใช่แค่นักศึกษาที่ติดอินเทอร์เน็ต ติดสมาร์ทโฟน แน่นอน อาจารย์ก็เช่นกันค่ะ ว่างปุ๊บ หยิบปั๊บ เปิดซักหน่อย เราจึงต้องใช้จุดนี้ให้เป็นประโยชน์สำหรับการเรียนการสอนค่ะ วิธีการก็คือ เราก็ชวนนักศึกษาเล่นอินเทอร์เน็ตเลยค่ะ…..
  • เปลี่ยนกิจกรรมการเรียนการสอนมาใช้อินเทอร์เน็ตมากขึ้น….. ในเมื่อนักศึกษาติดอินเทอร์เน็ต ติด Social Network เราก็นำเครื่องมือเหล่านี้มาใช้ในการเรียนการสอนซะเลย เริ่มจาก
  • เลือก Social Network มาใช้ในการเรียนการสอน อาจจะมีการโหวตจากนักศึกษา ว่าอยากใช้อะไร ถนัดอะไร ให้เป็นข้อตกลงร่วมกัน ทั้งนี้ นักศึกษาส่วนใหญ่ที่สอน เลือกใช้ facebook ค่ะ
    1. มีกิจกรรมต่างๆใน facebook อยู่สม่ำเสมอ เช่น มีการหาข้อมูลมาแชร์กัน, แชร์เนื้อหาวิชาเรียน ฯลฯ
    2. ตั้งกติกา แล้วเล่นเกมส์กัน….. เล่นอย่างไร เช่น บางกิจกรรมเราอาจจะให้นักศึกษาหาข้อมูล หรือส่งผลงาน โดยมีข้อแม้ เช่น ให้เลือกหัวข้อการทำงาน โดยให้โพสจองหัวข้อผ่าน facebook โดยห้ามซ้ำกัน โดยดูจากลำดับการโพส  หรือการส่งงานต่างๆ สิ่งเหล่านี้จะทำให้นักศึกษารู้สึกตื่นเต้น และกระตือรือล้น ในการหาข้อมูลต่างๆ รวมถึงการส่งงาน
    3. km1
  • ความถูกต้องของแหล่งข้อมูล…..เนื่องจากในอินเทอร์เน็ตนั้นมีเนื้อหาต่างๆมากมาย และหลากหลาย ซึ่งประเด็นสำคัญนั้นก็คือ ความถูกต้องของแหล่งข้อมูลที่ใช้ ว่าเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน สิ่งเหล่านี้…อาจารย์จะต้องเป็นผู้ช่วยกำกับดูแลนักศึกษา ชี้แนะแหล่งข้อมูล แนะนำวิธีการเลือกแหล่งข้อมูล ตลอดจนสอนให้นักศึกษาสามารถประเมินแหล่งข้อมูลต่างๆได้เอง  ในการนี้จึงเริ่มต้นจากเพื่อนช่วยเพื่อน คือ ให้เพื่อนๆช่วยกันตรวจสอบ หากใครพบสิ่งผิดปกติของเพื่อน เช่น แหล่งอ้างอิงไม่น่าเชื่อถือ หรือลืมอ้างอิง สามารถนำตรงนี้มาแจ้งอาจารย์ เพื่อได้คะแนนพิเศษเพิ่ม  ในส่วนนี้ก็จะช่วยให้นักศึกษาสนุกกับการใช้ Social Media ในการเรียนการสอน แล้วก็ไม่น่าเบื่ออีกด้วย

Blended-Learning

ขั้นที่ 1 การวิเคราะห์และการวางแผน (Analysis and Planning)
ขั้นที่ 2 การออกแบบ (Design Solutions)
ขั้นที่ 3 การพัฒนา (Development)
ขั้นที่ 4 การนำไปใช้ (Implementation)
ขั้นที่ 5 การประเมินผล (Evaluation)

12082822_901396959953531_449428499_o

12112779_902232013203359_1876795740_o

12082078_901396826620211_1528780148_o 12059143_901396789953548_1522843454_o

 https://youtu.be/UapOcTAQnEI
KEY SUCCESS
  • เปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็ง
  • มีกิจกรรมที่ต่อเนื่อง
ผู้เขียน :  อาจารย์วรรณชนก สุนทร
สาขา    :  เทคโนโลยีสื่อดิจิทัล